หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 205)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Don’t worry about Jane.  ___________ her present problems, she will probably do quite well.

(ไม่ต้องห่วงเจน ______________________ ปัญหาของเธอในปัจจุบัน (เธอมีปัญหาในปัจจุบัน) เธอน่า (คง) จะไปได้ดีทีเดียว)  (คือ  คงทำได้ดีทีเดียวในอนาคต  แม้ปัจจุบันจะมีปัญหา)

(a) Because of    (เนื่องมาจาก)

(b) Instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(c) In case of    (ในกรณีของ, ในกรณีที่เกิด)

(d) In spite of    (ทั้งๆที่)

 

2. It may not be possible to increase much production.  ___________ high oil price, we can increase only a little.

(มันอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มการผลิตมากๆ _________ ราคาน้ำมันที่สูง  เราจะสามารถเพิ่ม (การผลิต) ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) Due to    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) Except for    (ยกเว้นแต่)

(d) Without    (ปราศจาก, ถ้าไม่มี)

 

3. If you asked me whose fault it was,  I would say once again that the accident clearly resulted _____________ your carelessness.

(ถ้าคุณถามผมว่ามันเป็นความผิดของใคร  ผมขอพูดอีกครั้งหนึ่งว่า  อุบัติเหตุเป็นผล __________ ความสะเพร่า (ประมาท) ของคุณอย่างชัดเจน)

(a) in

(b) on

(c) from    (จาก)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Result from”  =  “เป็นผลมาจาก”  เปรียบเทียบประโยคข้างล่าง

-      His success resulted from years of hard work and difficulties.

(ความสำเร็จของเขาเป็นผลมาจากการทำงานหนักและความยากลำบากเป็นเวลาหลายปี)

-      Great devastation and loss of many lives were the result of the hurricane.

(ความเสียหายมากมายและการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก  เป็นผลของพายุเฮอริเคน)

-   What is the result of your exam?

(ผลสอบของคุณเป็นอย่างไรบ้าง)

 

4. John said that he didn’t do ___________________ paper work.

(จอห์นกล่าวว่าเขามิได้ทำงานเอกสาร (ทำรายงาน)  _________________ )

(a) many

(b) a great deals of

(c) a lots of

(d) much    (มากมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Paper work”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”  นอกจากนั้น  ยังอาจตอบ  “A great deal of”  หรือ  “A good deal of”  (ทั้ง  ๒  คำ  ใช้กับนามนับไม่ได้เท่านั้น)  หรือ   “A lot of”  ก็ได้  แต่  “A lot of = Lots of”  สามารถใช้กับทั้งคำนามนับได้  และนับไม่ได้  (ส่วน  “A large number of = A great number of = A number of = Many”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  เท่านั้น)  ดังประโยคข้างล่าง

-         I need a lot of (= lots of = a great deal of = a good deal of) information from you.

(ผมต้องการข้อมูลมากมายจากคุณ)

-        She has a lot of (= lots of = a large number of = a great number of = a number of = many) books to read for her exam.

(เธอมีหนังสือต้องอ่านเยอะแยะสำหรับการสอบ)

-         They eat a great deal of (= a good deal of = a lot of = lots of)  rice.

(พวกเขากินข้าวเยอะแยะ)

-         We had a great deal of (= a good deal of = lots of = a lot of) time.

(เรามีเวลามากมาย)

-         They spent a great deal of (= a good deal of = lots of = a lot of) money when they travelled abroad.

(พวกเขาใช้เงินมากมายเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ)

-         There are lots of (= a lot of = many = a large number of = a great number of = a number of) cars in the street.

(มีรถเยอะแยะบนถนน)

 

5. A lot of people invested in this kind of business because the cost of production is _______________.

(ผู้คนมากมายลงทุนในธุรกิจชนิดนี้  เพราะว่าต้นทุนการผลิต ____________________)

(a) fewer

(b) a little

(c) very little    (น้อยมาก)

(d) very less

 

6. When the fire broke out, _______________________.

(เมื่อตอนไฟไหม้เกิดขึ้น _________________________________ )

(a) the house became emptying

(b) the house had empties

(c) the house had emptied

(d) the house was made empty    (บ้านถูกทำให้ว่างเปล่า)  (คือ  ผู้อยู่อาศัยย้ายออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว  หรือ  ของในบ้านถูกขนออกไปหมดแล้วตอนไฟไหม้ หรือก่อนไฟไหม้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Empty”  ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  อย่างไรก็ตาม  “Empty”  สามารถเป็นคำกริยาได้  หมายถึง  “ทำให้ว่างเปล่า”  และสามารถใช้ตอบในข้อนี้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “the house had been emptied”  (บ้านถูกทำให้ว่างเปล่าไปก่อนแล้ว)  ซึ่งอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Past perfect tense) (ใช้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง  ซึ่งอยู่ในรูป  “Past simple tense” )   เนื่องจากบ้านเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกทำให้ว่างเปล่า

 

7. The patient was reassured by the ______________ treatment he received at the health clinic.

(ผู้ป่วยได้รับความมั่นใจจาก (โดย) การรักษา _________________ ที่เขาได้รับที่คลินิกสุขภาพ)

(a) profession’s    (ของอาชีพ)

(b) professor’s    (ของศาสตราจารย์)

(c) professional    (ในแบบมืออาชีพ, ที่เชี่ยวชาญ-ชำนาญ, ที่ชำนาญเฉพาะทาง)
(d) professed    (ซึ่งถูกประกาศออกมา)

 

8. _____________________ I am concerned, he can do whatever he likes with the money.

(____________________________ เกี่ยวข้องกับผม  เขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่เขาชอบ  กับเงินก้อนนั้น)  (หมายถึง  ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมแล้ว  (มิได้รวมไปถึงผู้อื่น) เขาสามารถทำอะไรก็ได้กับเงินก้อนนั้น  แต่คนอื่นจะมีความเห็นอย่างไร  ผมไม่ทราบ)

(a) As much as

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) As far as    (ในส่วนที่)

(d) Because that

 

9. The aardvark is considered the most extraordinary animal.  It’s a __________ animal, with the ears of a donkey and the tail of a kangaroo.

(ตัวอาร์ดวาร์คถูกถือว่าเป็นสัตว์พิเศษ (ผิดธรรมดา) มากที่สุด  มันเป็นสัตว์ที่ _____________ โดยมีหูเหมือนหูของลา  และหางเหมือนของจิงโจ้)  (อาร์ดวาร์คเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  มีหูยาว  ลิ้นยาว  กินมดและปลวกเป็นอาหาร  หากินเวลากลางคืน)

(a) look-strange

(b) looking-strange

(c) strange-looking    (มีลักษณะแปลก)

(d) strange-look

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคุณศัพท์  แบบ   “Strange-looking”  ในประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

-   Most of the London policemen are tall and _______________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ _______________________

(a) well-looked

(b) well-looking

(c) good-looked

(d) good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจาก   “The men look good.” (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือท่าทางดี)   โดย   “Good” เป็นคำคุณศัพท์  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนามจึงต้องเอารูปเดิม  (Good)  มาใช้  และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น   “Good-looking people  (คนหน้าตาดี หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข),  Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว),  etc.

                        ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb) ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)    มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),   “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า),  เป็นต้น

 

10. I __________________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ____________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิดถึง)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้) ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้ จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ 

-      She ____________________ in London for 20 years.

(เธอ _______________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง) 

                     ตัวอย่างที่ 

-   Although Mark _____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” (Subject + has (have) + been + Verb + ing)  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”   

                     ตัวอย่างที่ 

             - Miss Kim ________________ with us since last October.

(มิสคิม __________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  (Subject + Have (Has) + Been + V. ing)   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” (Subject + Have (Has) + V. 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนานเหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต

                 รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)  ตัวอย่างประโยค   เช่น

-         I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

-         She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-         He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-         I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-         They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-         They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-         We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

11. Do you have a ________________________ license?

(คุณมีใบอนุญาต ______________________________________ หรือไม่)

(a) drive

(b) driver

(c) driving    (ขับรถ, ขับขี่)

(d) driven

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Driving”  (การขับขี่)  เป็น   “Gerund”  (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็นคำนาม  ขยายคำนาม  (License)  เพื่อบอกว่า  ใบอนุญาตมีไว้เพื่อทำสิ่งนั้น (มีไว้เพื่อการขับขี่  ตามกฎหมาย)  ในกรณีนี้  เป็นการใช้   “Gerund”  ประกอบหน้าคำนามคล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  แต่มักนิยมใช้  “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  (อย่างไรก็ตาม  อาจไม่ต้องมี  “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำก็ได้)   เช่น

                 - a booking-office (ห้องจองตั๋ว) (แต่ถ้า  “a booking officer”  หมายถึง  “เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว หรือจองตั๋ว”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

                - a sleeping-room (ห้องนอน) (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง 

                  “หมาที่นอนอยู่”) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

               - a dancing-hall (ห้องเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง

                  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

              - a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing teacher”

                   ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

              - a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ) (แต่ถ้า “a reading boy”

                   หมายถึง “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

             - a swimming-pool (สระว่ายน้ำ) (แต่ถ้า “a swimming girl”

                  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

             - a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน) (แต่ถ้า “a walking boy”

                  หมายถึง “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

             - drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม) (แต่ถ้า  “a drinking horse”

                  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

             - a knitting-needle (เข็มถัก) (แต่ถ้า “a knitting woman” หมายถึง

                 “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

             - a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว) (แต่ “a cooking

               woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

             - a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร) (แต่ “a killing man” หมายถึง 

                  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

             - looking-glasses (แว่นตา) (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่

                  (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ   –    Verb + ing” (Gerund) ขยายหน้าคำนาม มีความหมายว่า คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”   ในวงเล็บข้างหลัง ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ในกรณีนี้  เราเรียก  “V. + ing”   นั้นว่า “Present participle” เช่น “a drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

12. You should concentrate ____________________ your work.

(คุณควรมุ่งเอาใจใส่ _______________________________ งานของคุณ)

(a) in

(b) on    (กับ)

(c) at

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “On”  ได้แก่   “live on”  (ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกิน.......)  (Some animals live on grass.) (สัตว์บางชนิดดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินหญ้า)  on request”  (เมื่อมีการร้องขอ),“on page 5” (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on(ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month. (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่  ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา), have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),เป็นต้น

 

13. The Roman Empire ______________________ for several centuries.

(อาณาจักรโรมัน ________________________________ เป็นเวลาหลายศตวรรษ)

(a) exists

(b) was existed

(c) existed    (ดำรงอยู่)

(d) was existing

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Exist”  =  “ดำรงอยู่, มีอยู่”   สำหรับข้อนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีต  เพราะผ่านไปแล้ว  และกริยาตัวนี้  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  ดังใน  ข้อ  (b)  และไม่ใช้ในรูป  “Continuous tense”  ดังใน ข้อ  (d)

 

14. _________________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา _________________________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรืออาจใช้  “How much time

 

15. Our house is very noisy because of the buses going ______________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง ________________ มันตลอดเวลา)

(a) through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b) into

(c) beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d) pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e) past    (ผ่าน)  (เป็น “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ  (e)  ต้องใช้   “Past” (Walk past, Go past)   ซึ่งเป็นPreposition”  เนื่องจากไม่สามารถใช้  “Pass”  ได้  เพราะเป็นคำกริยาเช่นกัน  จึงไม่สามารถใช้ซ้อนกับกริยา  “Going”  ได้

 

16. This car has an engine ___________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)(เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same. (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่  

-         What is the climate ________________ in your home town?

(อากาศ _____________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition” หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ  “Verb to be” หรือ  “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)ต้องตามด้วยคำนาม

                 ตัวอย่างที่ ๒

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ____________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”  ในที่นี้เป็น  “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                 ตัวอย่างที่ ๓

-         He became a doctor _________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-      Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                    สำหรับ “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

          - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

        - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

17. We were pleased ________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ____________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + is (am, are, was, were) + Adjective + to + Verb + ส่วนขยายเช่น

         - I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

        -  They were glad to know that we would go to visit them next month.(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

        - She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

        - We are afraid to think that the third word war may take place soon.(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

        - He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

18. I can’t see any _______________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น _____________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ ๒ เล่มนี้)

(a) different    (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ในที่นี้   “Any”  (เอ๊น-นี่)  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม (ขยายหน้าคำนาม)

 

19. The food is ________________________ that I can’t eat it.

(อาหาร _________________________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot   (ร้อนมาก)  

(b) too hot    (ร้อนเกินไป)

(c) so hot   (ร้อนมาก)

(d) hot enough   (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง   “Subject + is + so + Adj. + that + subject +Verb”  จงเปรียบเทียบกับประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ 

-         It was ___________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ____________________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house    (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบ   –    ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

         - It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……..

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

                - It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……….

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

-  Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ………..

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

-  They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that…….

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

-  Noun (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that …………

(The cars are so small that we can’t get into them.)

         สรุป  -  ดังนั้น จึงสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

-         It was such a beautiful house that we decided to buy it.

-         It was so beautiful a house that we decided to buy it.

-         The house was so beautiful that we decided to buy it.

(บ้านหลังนั้นสวยงามมาก  จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

-         It is such a small car that we can’t get into it.

-         It is so small a car that we can’t get into it.

-         The car is so small that we can’t get into it.

(รถคันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

(ทั้ง ๓ ประโยคข้างบน หมายถึง “มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้”)  แต่ในกรณีเป็นรูปพหูพจน์  จะสามารถใช้เพียง ๒ แบบเท่านั้น คือ

-         They are such small cars that we can’t get into them.

-         The cars are so small that we can’t get into them.

(ไม่สามารถใช้   They are so small cars that we can’t get into them.)

 

20. This train is not fast enough ___________________ an express train.

(รถไฟคันนี้ไม่เร็วพอ ___________________________________ รถไฟด่วน)

(a) to be calling

(b) for calling

(c) to be called    (ที่จะถูกเรียกว่า)

(d) that can be called

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Subject + Is (Are) + (Not) + Adjective + Enough + To + Verb 1” (ในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้กระทำ – Active voice)  สำหรับในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive voice)  จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น  “…………+ Enough + To + Be + Verb 3” เช่น

           - He is kind enough to love all of his colleagues. (Active voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะรักเพื่อนร่วมงานทุกคน)  (เขาเป็นผู้รัก – คือ ผู้กระทำ)

           - He is kind enough to be loved by all of his colleagues. (Passive voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะได้รับความรัก (ถูกรัก) จากเพื่อนทุกคน)  (เขาเป็นผู้ถูกรัก – คือ ถูกกระทำ)

                   ตัวอย่างอื่นๆ ในรูป “Passive voice”  เช่น

           - She is clever enough to be awarded a scholarship.

(เธอฉลาดพอที่จะได้รับมอบทุนเล่าเรียน)

          - They were careless enough to be killed in an accident.

(พวกเขาประมาทพอที่จะตายในอุบัติเหตุ)

         -  We worked hard enough to be appreciated by our boss.

(เราทำงานหนัก – หรือขยัน – พอที่จะได้รับการยกย่องชื่นชมจากหัวหน้าของเรา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้