หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 204)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I am ______________________ your temper.

(ผม _____________________________________ อารมณ์ของคุณ)

(a) fed up by

(b) fed up with    (สะอิดสะเอียนกับ, หมดความอดทนกับ, เบื่อหน่ายกับ, รังเกียจ-ขยะแขยง)

(c) fed up because of

(d) fed up to

 

2. After being out in the rain, Jack ______________________ a cold.

(หลังจากตากฝน  แจ๊ค ___________________________________ ไข้หวัด)

(a) came by

(b) came down with    (ป่วยด้วยโรค, ป่วยเป็น)

(c) came into

(d) came off with

 

3. When you refuse an offer, you turn it _______________________.

(เมื่อคุณปฏิเสธข้อเสนอ  คุณ ________________________________ มัน)

(a) away

(b) out

(c) down    (“Turn down”  =  ปฏิเสธ)

(d) off    (“Turn off”  =  ปิดไฟ, ทีวี, วิทยุ ฯลฯ)

 

4. All the evidence I have collected ____________________ to the fact that he is a shoplifter.

(หลักฐานทั้งหมดที่ผมรวบรวมได้ ____________ ข้อเท็จจริงที่ว่า  เขาเป็นผู้ขโมยของในร้านค้า)

(a) boils up

(b) boils on

(c) boils off

(d) boils down    (รวมกันแล้วเป็น, สรุปได้ว่าเป็น, ลดลงเหลือเพียง, ตัดทอนให้สั้นลง, ต้มให้น้ำลดลง, ทำให้ลดลงโดยการต้ม)

 

5. Don’t you think Mary takes _____________________ her mother?

(คุณมิได้คิดว่าแมรี่ ______________________________ แม่ของเธอใช่ไหม)

(a) over    (“Take over”  =  รับช่วงต่อ, รับโอน)

(b) down

(c) after    (“Take after”  =  เหมือน, คล้าย)

(d) in

 

6. ________________________, an application form must be completed.

(______________________________________ (ผู้สมัคร) จะต้องกรอกใบสมัคร)

(a) To apply for this job    (เพื่อจะสมัครงานนี้)

(b) In order to get this job

(c) Making application for this job

(d) You want to apply for this job

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  (เพื่อที่จะ ..................)  ดูตัวอย่างข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ 

-   _________________ there in time, we must start now.

(_________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ    -    ข้อ  (c)  ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   เป็นการแสดงวัตถุประสงค์  ข้อความที่ตามหลังวลี  (อยู่หลังคอมม่า)  จะบอกว่า  ประธานของประโยค  จะต้องทำอะไร  เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น 

                  ตัวอย่างที่  

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “__________________ the eclipse of the moon.”

(_________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้) เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                 ตัวอย่างที่       {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)}

-   Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัยเพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ  (2)  แก้เป็น  “determine”   เนื่องจากตามหลัง  “to”  จึงต้องอยู่ในรูป“Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้“To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

-         All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

-         People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

-         I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

-         She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

-         We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

-         She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

-         They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                      ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า) ว่าประธานฯ ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยค  ด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

         -   To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง  “เพื่อที่จะ..............”  หรืออาจใช้   “In order to” หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + verb 1”  ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้   โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน   สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

        -   You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

        ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

-       To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

-         To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)(ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

           (= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

-         To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

7. I would gladly have attended your wedding if you _____________________.

(ผมคงจะได้ไปร่วมงานแต่งงานของคุณด้วยความยินดี  ถ้าคุณ _______________________)

(a) would have invited me

(b) invited me

(c) could have invited me

(d) had invited me    (ได้เชิญผม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  หรือ  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “ผมไม่ได้ไปงานแต่งฯของคุณ  เพราะคุณมิได้เชิญผม”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  ประเภทนี้  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ 

-    Nancy ___________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _______________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

        -   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ  –  แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

-      I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-       If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + V 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

8. _______________________ we get some rain, the dying crops will be ruined.

(_________________________ เราได้รับฝน  พืชที่กำลังจะตาย  จะเสียหายอย่างหนัก)

(a) Only

(b) Despite

(c) Unless    (ถ้า  ...........เรา............  ไม่  -  ได้รับฝน)

(d) Whenever

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Unless”  =  “ถ้า...............ไม่”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำนี้จากประโยคข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ 

             -    I don’t like to begin writing a letter, _________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย _________________________ )

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ  (b)  ดูคำอธิบายการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่  

- Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _______________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                  ตัวอย่างที่  ๓

- He won’t pass his examination ___________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ______________________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้“diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง“Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough(ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบข้อ(d)เนื่องจาก “Unless = If…………… not”แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง “Unless + Subject + Verb(บอกเล่า)ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

                 -    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

               -    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

             -   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

            -  Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

            -   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

            -  Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

9. Everybody knows how determined he is.  He insisted ________________ doing what he had planned.

(ทุกคนรู้ว่าเขามีความมุ่งมั่นเพียงไร  เขายืนกราน _________________ ทำในสิ่งที่เขาได้วางแผนไว้)

(a) of

(b) in

(c) on    (“Insist on”  =  ยืนกราน, คะยั้นคะยอ, พากเพียร)

(d) up

 

10. His doctor has forbidden him ________________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _______________________________________)

(a) not to drink   (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink   (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)} ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ   จะใช้ว่า   “ห้ามเขาดื่ม”   ไม่ใช้   “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”   เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

-         The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้ “not to talk”)

-         The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้ “not to come”)

-         Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์  -  หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้ “not to have”)

 

11. Do you mind if I ask ________________________?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมถาม _________________________________ )

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question   (ปัญหาคุณ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question” หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

 

12. Now the streets are deep ___________ water and mud, for it has been raining for five days.  

(ในขณะนี้  ถนนจมลึกอยู่ __________ น้ำและโคลน  เพราะว่าฝนได้ตกต่อ เนื่องมาเป็นเวลา ๕ วัน)

(a) in   (ใน)

(b) with

(c) of

(d) from

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ฝรั่งใช้สำนวน  “Deep in water”   สำหรับวลีที่ต้องใช้  “In  ได้แก่   “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบก พร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms”  (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air” (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play” (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์) “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light”  (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”   (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

13. My son likes geography, but he is not very good ____________________drawing maps.  

(ลูกชายของผมชอบวิชาภูมิศาสตร์  แต่เขาไม่เก่ง ________________ การวาดแผนที่มากนัก)

(a)  in

(b) on

(c) for

 (d) at   (เรื่อง)

ตอบ  -  ข้อ  (d) “Good at”  “เก่ง”  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ต้องใช้  “At”  ได้แก่   “at a high speed” =  {(บินหรือวิ่ง) ด้วยความเร็วสูง}  “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door” (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”(เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.”(ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once” (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100” (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุด เสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis(ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”  (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random” (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess” (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming” (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอา หารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความ สำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend” (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย – เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว,  เอื้อมถึงได้ง่าย,  กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)   “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}

 

14. My brother is so proud that I can’t make him _____________________ his mind.  

(พี่ชายของผมเป็นคนหยิ่งทะนงมากจนกระทั่ง  ผมไม่สามารถทำให้เขา __________________ )         

(a) to change

(b) changing

(c) change   (เปลี่ยนใจ)

(d) changed

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1” ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ตามด้วย  “กรรม  + Verb 1”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  

-         We begged him to let us _________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ___________________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look   (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Let + กรรม + Verb 1 (Infinitive without to)

                ตัวอย่างที่  

-      What she saw made her _________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ___________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn   (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                ตัวอย่างที่  

-      The manager let everyone _____________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________________สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

(c) left

(d) leave   (ออกจาก)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

15. His lifelong interest in astronomy perhaps came ____________________ this night’s experience.   

(ความสนใจตลอดชีวิตของเขาในด้านดาราศาสตร์  มา _____________ประสบการณ์ของคืนนี้  -  ที่เขาได้ทำหรือเห็นอะไรบางอย่าง  ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจในวิชานี้)

(a) to

(b) after

(c) in

(d) from    (จาก)

 

16. That new television program _____________________ me very much.

(รายการทีวีรายการใหม่ ________________ ผมเป็นอย่างมาก)  (คือ  ทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก) 

(a) is interested   (รู้สึกสนใจ)

(b) is interesting   (น่าสนใจ)

(c) interest

(d) interests   (ทำให้...............(ผม).............สนใจ, สร้างความสนใจให้กับ)

 

17. She said she would come, and she _______________________.

(เธอพูดว่าเธอจะมา  และเธอ ______________________________________ )

(a) come

(b) did came

(c) did come   (มาจริงๆ)

(d) would

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-    I _____________________ saw this log myself.

(ผมเลื่อยท่อนซุง – ท่อนไม้ – ด้วยตัวผมเอง ____________________ )

(a) did   (จริงๆ,  อย่างแท้จริง)

(b) have

(c) had

(d) (No word is needed.)

ตอบ  –  ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการนำกริยาพิเศษ   (Do, Does, Did)  มานำหน้าคำกริยาทั่วไป  เพื่อ  “เน้นย้ำ”  กริยาตัวนั้น ว่า  “ทำเช่นนั้นจริงๆ”  หรือ  “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”  ซึ่งเป็นการใช้ในประโยคบอกเล่า  หรือประโยคขอร้องเชื้อเชิญ  ทั้งนี้  คำกริยาที่ ตามหลัง  “Do, Does, Did” จะ ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  เช่น

           - People do in fact make mistakes.

(ผู้คนทำผิดกันจริงๆ – คือทำผิดกันเยอะเลย)

          - It does seem a bit cold in here.

(มันดูเหมือนว่าหนาวจริงๆในที่นี้)

          - I did have a map somewhere but I must have lost it.

(ผมมีแผนที่จริงๆอยู่ที่ไหนสักแห่ง  แต่ว่าผมคงทำมันหายแล้วละ)

          - I do agree with him.

(ผมเห็นด้วยกับเขาจริงๆ)

          - They did get a bit worried about me.

(เขาวิตกกังวลนิดหน่อยจริงๆเกี่ยวกับผม)

          - He does come every day.

(เขามาทุกวันจริงๆ)

          - He did come yesterday.

(เขามาเมื่อวานนี้จริงๆ)

          - You do play the piano well.

(คุณเล่นเปียโนได้ดีจริงๆ)

          - Do come in, please.

(เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ)

 

18. They ________________________ that the more one has the more one wants. 

(พวกเขา ________________________________ ว่า  คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

(a) tell

(b) ask

(c) inquire    (ถาม)

(d) say    (กล่าว, พูด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  ถ้าใช้   “Tell”   ต้องพูดว่า  “They tell me (him, her) that…………

 

19. She asked me___________________________.

(เธอถามผม (ว่า) ________________________________________ )

(a) why did he change his mind

(b) why does he change his mind

(c) why he changes his mind

(d) why he changed his mind    (ทำไมเขาจึงเปลี่ยนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

-  He asked me ___________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค   “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If” หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.) ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป   คือ  ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech” จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me) และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether” เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

           - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

         - Will you go to my party?  (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

   - Can you play the piano?  (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                  ในกรณีที่ประโยค   “Indirect speech”   เป็นประโยคบอกเล่า   ให้ใช้ That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

-    I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-       I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                  สำหรับในกรณีที่ ประโยค   “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”   ให้เอา  “Question word” นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

                ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จาก ข้อ  (๑) – (๔)

-          Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน   เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น  “it is” เนื่องจากอยู่ในรูป   “Indirect speech”  หรือ Reported speech”  คือ “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย    “are you going to find …….”    จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

    -      How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-      I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  -      Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-     He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

   -      When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

-  I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

20. Whenever we meet, we stop __________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด ________________________________ )

(a) talking

(b) talk

(c) to talk     (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Stop + To + Verb 1”  หมายถึง “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   ส่วน “Stop + Verb + ing”  หมายถึง “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

            - We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

  (เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยง ตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆวัน)

           - We stopped having lunch when the fire broke out.

  (เราหยุดการกินอาหารเที่ยง เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

          -   They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

          -    They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้