หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 203)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The history of nursing ______________________ the history of man.

(ประวัติศาสตร์ของการรักษา-พยาบาล ___________________ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์)

(a) as old as

(b) is old, also old is

(c) that is as old as

(d) is as old as    (เก่าแก่เท่าๆกันกับ)

 

2. __________________ Vermont, threatened with invasion, declared itself an independent commonwealth.

(___________ รัฐเวอร์มอนต์ (ของสหรัฐฯ), ซึ่งถูกคุกคามด้วยการรุกราน (จากอังกฤษ), ประกาศตัวเองเป็นสหพันธรัฐอิสระ)

(a) In 1777 that it was

(b) It was in 1777 that    (มันเป็นในปี  ๑๗๗๗  ที่)

(c) Because in 1777

(d) That in 1777

ตอบ   -   ข้อ   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) +วลี  {มัก

นำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + that + Subject + Verb” ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

-      It is because he is very rich _________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ___________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ    -    ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) +วลี {มัก

นำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + that + Subject + Verb”

                ตัวอย่างที่ 

-      ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + that + Subject + Verb”  เช่น

             - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

-  It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

           - It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

3. Francis Preston Blair, ____________ born in Kentucky, lived and practiced law in Missouri.

(ฟรานซิส เพรสตัน แบลร์, ___________ เกิดในรัฐเคนทักกี, อาศัยอยู่และประกอบอาชีพด้านกฎหมายในรัฐมิสซูรี)  

(a) was

(b) he was

(c) although    (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

(d) who he was

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นการลดรูปมาจากอนุประโยค  “Although he was born in Kentucky

 

4. Not until an infant hedgehog opens its eyes __________ its nest to follow its mother about.

(ไม่จนกระทั่งเม่นแรกเกิดลืมตาของมัน _____________________ รังของมัน  เพื่อตามแม่ของมันไปไหนต่อไหน  -  ไปที่โน่นที่นี่)  (ความหมายคือ  เม่นแรกเกิดจะไม่ออกจากรังเพื่อตามแม่ของมันไปโน่นไปนี่  จนกระทั่งมันลืมตา)

(a) it leaves

(b) and leaves

(c) leaving

(d) does it leave    (มันจะออกจาก)   

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการเอาวลี  “Not until”  (ไม่จนกระทั่ง)  มาขึ้นหน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นที่วลีนี้  ทำให้การเรียงประโยคที่ตามหลังวลีมีการเปลี่ยนแปลงจากปกติ   ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมายดังนี้     

-      It does not leave its nest to follow its mother about until an infant hedgehog opens its eyes.

(ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมาจากประโยคดังนี้  คือ  “An infant hedgehog does not leave its nest to follow its mother about until its open its eyes.)

(เม่นแรกเกิดจะไม่ออกจากรังเพื่อตามแม่ของมันไปไหนต่อไหน จนกระทั่งมันลืมตา)

                ดูคำอธิบายโครงสร้างแบบนี้  (เอาวลี  “Not until, Never, Never before, Hardly, Seldom, etc.”  มาขึ้นต้นประโยค)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

-    Hardly ________________________ when the football match began.

(_______________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่  

-   Never before in my life _____________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ 

          -  Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _____________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง......................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

5. During a hurricane, _______________________ to keep the air pressure equalized.

(ในระหว่างเกิดพายุเฮอริเคน ___________ เพื่อรักษาความกดอากาศให้เท่ากัน)  (ระหว่างอากาศนอกบ้านและในบ้าน)

(a) partially opening some windows

(b) some windows should open partially

(c) it partially opens some windows

(d) there should be some windows partially opened    (ควรจะมีหน้าต่างบางบาน  ที่ (ถูก) เปิดเอาไว้บางส่วน)  (เพื่อให้อากาศนอกบ้านและในบ้านเท่าๆกัน  เป็นการป้องกันบ้านระเบิดในระหว่างพายุ)

หมายเหตุ   -   ประโยคใน  ข้อ  (d)  ลดรูปมาจากอนุประโยค  “………… some windows which are partially opened”  (ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  คือมีการถูกกระทำ  เนื่องจากหน้าต่างถูกเปิด)

 

6. _____________________________ has arrived.

(___________________________________________ ได้มาถึงแล้ว)

(a) That you have been waiting for

(b) What you have been waiting for    (สิ่งที่คุณได้กำลังรอคอย)

(c) Which you have been waiting for

(d) That which you have been waiting for

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Has arrived”  เป็นกริยา  ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

           -  They sat around worrying about _____________________ had gone wrong.

(พวกเขานั่งอยู่รอบๆ (หรือใกล้ๆ)  และวิตกกังวลเกี่ยวกับว่า ___________ ได้ดำเนินไปอย่างผิดพลาด)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) why

(c) what    (อะไร, สิ่งใด)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What had gone wrong”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  Preposition  “About”  ดูเพิ่มเติม   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  

        -  My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me”

                ตัวอย่างที่  

          -  I can’t do exactly ______________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ____________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน   อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

              ตัวอย่างที่ 

         -  Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                 ตัวอย่างที่  

          -  She was unable to tell us _____________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ________________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ   “which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell”  โดยมี   “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                   ตัวอย่างที่ 

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)   ของ  “Verb to be” (Is) 

                  ตัวอย่างที่  

            -  Tell me __________________________.

(บอกผมซิว่า ___________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)   ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                        ๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค   เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                      ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                         ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”   เช่น

                 - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                 - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                      ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                     ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)   เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                       ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

           -  The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

 

7. I could not follow what he said very well.  His voice was ___________ sometimes I did not catch his words.

(ผมไม่สามารถติดตาม (เข้าใจ) สิ่งที่เขาพูดได้ดีมากนัก  เสียงของเขา _____________ บางครั้งผมไม่สามารจับใจความ (ตามทัน) คำพูดของเขา)

(a) very soft

(b) too soft that

(c) so soft that    (เบามากจนกระทั่ง)

(d) rather soft

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Are) + So + Adjective + That + Subject + Verb”  (ประธานฯ ................. มาก  จนกระทั่ง ..................)  ดูเปรียบเทียบกับโครงสร้างอื่นๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

         -  I am ________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _______________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

           - I am too weak to lift this heavy stone.

           - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

           - I am not strong enough to lift this heavy stone.

           - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

           - I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                  ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

           - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

          - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

          - The car is not big enough for us to get into it.

          - The car is so small that we cannot get into it.

          - It is so small a car that we cannot get into it.

          - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

8. Geology is the science of the earth _________________________ whole.

(ธรณีวิทยาเป็นศาสตร์ของ (เกี่ยวกับ) โลก _____________________________________ )

(a) a

(b) as a    (“As a whole”  =  โดยทั่วๆไป)

(c) is a

(d) it is a

 

9. He discussed the subject ___________________________.

(เขาอภิปราย (ถก) เรื่องนั้น ___________________________________ )

(a) fullest

(b) complete

(c) deeply

(d) in depth    (ในรายละเอียด, ในเชิงลึก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจตอบ  “Completely”  (อย่างสมบูรณ์)  ก็ได้

 

10. He was shot ______________________ during the gunfight with the police yesterday.

(เขาถูกยิง ________________________________ ในระหว่างการดวลปืนกับตำรวจเมื่อวานนี้)

(a) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(b) dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) deadly    (เป็นอันตรายถึงตายได้, เหมือนตาย, ซึ่งทำลายล้าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)  (ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  ในลักษณะอาการที่คล้ายตาย, เหลือเกิน, อย่างยิ่ง)

(d) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

 

11. I want to buy something colorful and _______________________ in your store.

(ผมต้องการซื้ออะไรสักอย่างที่มีสีสันและ __________________ ในร้านของคุณ)

(a) decoration    (การประดับประดา)  (เป็นคำนาม)

(b) decorator    (นักตกแต่ง-ประดับประดา)

(c) decorating

(d) decorative    (ที่เป็นการประดับประดา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

 

12. Take an umbrella if you go to London because it rains _____________________ there.

(นำร่มไปด้วยนะถ้าคุณไปลอนดอน  เพราะว่าฝนตก ________________________ ที่นั่น)

(a) many times    (หลายครั้ง)

(b) frequently    (บ่อยๆ, เป็นประจำ, เป็นนิจศีล)

(c) over again

(d) with frequency    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “Over and over”  หรือ  “Over and over again”   (ทั้ง  ๒  วลี  หมายความว่า  “ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  ซ้ำซาก,  บ่อยมาก”)  ก็ได้

 

13. As a matter of fact, Saudi Arabia’s oil reserves _______________________ those of Kuwait. 

(อันที่จริงแล้ว  น้ำมันสำรองของซาอุดิอเรเบีย __________________ น้ำมันสำรองของคูเวต)

(a) come second following

(b) come second with

(c) are only second to    (เป็นเพียงที่สองจาก)  (เรียงคำผิด)

(d) are second only to    (เป็นที่สองเพียงจาก.......(น้ำมันสำรองของคูเวต).........เท่านั้น)

 

14. This kind of work is __________________________ me.

(งานชนิดนี้ ______________________________________________ ผม)

(a) unfamiliar with

(b) unfamiliar by

(c) unfamiliar to    (ไม่คุ้นเคยกับ, ไม่เป็นที่คุ้นเคยกับ)

(d) not unfamiliar with

ตอบ   -   ข้อ    (c)  หรืออาจตอบ  “Not unfamiliar to”  ก็ได้

 

15. ________________ advent of the First World War, the United States became the dominant force in the motion picture industry.

(_________________________ การมาถึง (การปรากฏขึ้น) ของสงครามโลกครั้งที่    สหรัฐฯ ได้กลายเป็นพลังที่มีบทบาทสำคัญ (หรือมีอิทธิพลครอบงำ) ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เคลื่อนไหวได้)  (คือ มิใช่ภาพยนตร์นิ่ง-ไม่เคลื่อนไหว) 

(a) The

(b) With the    (ด้วย)

(c) While the

(d) It was during the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ   “It was during the First World War that the United States became………………. industry.”  (มันเป็นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  ๑  ที่สหรัฐฯได้กลายเป็น.......................)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้ใน  ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

 

16. I wish I _________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met   (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense (Subject + Had + Verb 3) และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

           -   I wish you ____________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been   (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)   

                ตัวอย่างที่ ๒

            -   I wish I ________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt   (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

              ตัวอย่างที่ ๓

         -   I wish today ____________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were   (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb” แต่  that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

                               ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·                           ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                  อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1”ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

                      - They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

                   - She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

                 - He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

                - They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                     สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

              - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

             - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

            - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

17. In order to remind herself ______________ the appointment, she made a note in her diary.

(เพื่อที่จะเตือนตัวเธอเอง __________________________ การนัดหมาย  เธอจดโน๊ตในสมุดไดอารี่ของเธอ)

(a) for

(b) in

(c) of    (ให้นึกถึงเกี่ยวกับ)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Remind + กรรม (Jim, John, him, her, himself, herself)  + of + something”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่องอะไร  หรือ  เกี่ยวกับเรื่องอะไร)  เช่น

           - She reminds me of her mother.

(เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ)  (ด้านรูปร่างหน้าตา หรือนิสัยใจคอ)

           - You need not remind people of their mistakes all the time.

(คุณไม่จำเป็นต้องเตือนผู้คนให้นึกถึงความผิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา)  (เพราะเขาอาจจะรำคาญหรืออับอาย)

           - My secretary reminded me of two appointments.

(เลขาฯ ของผมเตือนผมให้นึกถึงการนัดหมาย ๒ เรื่อง)

                      อย่างไรก็ตาม “Remind” สามารถใช้ในโครงสร้างอื่นๆ  ก็ได้ เช่น

          - She had to remind him that he had a wife.

(เธอจำเป็นต้องเตือนให้เขาระลึกว่า  เขามีภรรยาแล้ว)  (ดังนั้น  จึงไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเธออีก)

          - Please remind me to speak to you about Henry.

(โปรดเตือนผมให้พูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเฮนรี่ด้วยนะ)

          - Don’t forget to remind her about the party.

(อย่าลืมเตือนเธอเกี่ยวกับงานเลี้ยงด้วยนะ)

          - He reminded himself to thank Mary for the present.

(เขาเตือนตัวเองให้ขอบคุณแมรี่สำหรับของขวัญที่ได้รับ – จากเธอ)

 

18. The prisoner will be _________________________ tomorrow morning.

(นักโทษจะถูก ____________________________________________ เช้าวันพรุ่งนี้)

(a) hanging

(b) hung    (แขวน  - ไว้บนคาน หรือ ในตู้เสื้อผ้า)

(c) hunged

(d) hanged    (แขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Hang,  Hung,  Hung”  =   “แขวน  (เสื้อผ้า, สิ่งของ)”   ส่วน  “Hang,  Hanged,  Hanged”  =  “แขวนคอ

 

19. Unless you have something sensible to say, you _____________________ keep quiet.

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด-มีเหตุผลที่จะพูดคุย  คุณ____________________ เงียบไว้)

(a) have better

(b) had better    (ควรจะ)

(c) would better

(d) should better

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ส่วน   “Would rather”  =  “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

 

20. Who _____________________________?

(_________________________________________________ ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to    (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  “Belong”  =   “เป็นของ”   ไม่มีการใช้ในรูป  “Passive voice”  และต้องใช้กับ  “To”  เสมอ   ข้อ  (a)  จึงผิด  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ   หรือคำถาม  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ  (c)  ผิด

สำหรับ   “Own”  =   “เป็นเจ้าของ”   จะต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?”  (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

 

21. Do you know which part of the country _________________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _________________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ   -   ข้อ  (c)  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ   “Lack”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

           -  He made that mistake because he _____________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา _______________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรืออาจใช้  “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา ตามด้วยกรรมเลย   ไม่ต้องมี “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

               - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

             - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

           - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

          - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

          - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

          - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

          - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้