หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 202)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is said that the government may agree _______________ a new open university for the next fiscal year.

(กล่าวกันว่ารัฐบาลอาจจะเห็นชอบด้วย _____________________ (การก่อตั้ง) มหาวิทยาลัยเปิดแห่งใหม่  สำหรับปีงบประมาณหน้า)

(a) at

(b) with

(c) to    (กับ)

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Agree to”  =  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”   ส่วน  “Agree with”  =   “เห็นด้วยกับบุคคล”  เช่น

     - I agree to your proposal.

(ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณ)

     - We agreed with him on the issue.

(เราเห็นด้วยกับเขาในประเด็นนั้น)

 

2. He deliberately ____________________ his own house so that he could collect the insurance.

(เขาเจตนา _________________ บ้านของตนเอง  เพื่อที่ว่าเขาจะสามารถเก็บ (รับ) เงินประกันภัย)

(a) set fire on

(b) set fire at

(c) set fire upon

(d) set fire to    (จุดไฟเผา)

 

3. He was arrested and charged _____________________ a variety of offences.

(เขาถูกจับกุมและถูกกล่าวหา (ฟ้องร้อง) ____________ (ข้อหา) การกระทำผิดกฎหมายมากมายหลายอย่าง)

(a) of

(b) at

(c) in

(d) with    (ด้วย)

 

4. The police arrested her on a charge ______________________ conspiracy to murder.

(ตำรวจจับเธอในข้อหา _______________________________ สมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรม)

(a) with

(b) of

(c) on

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “A charge of conspiracy”  =  “ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกัน

 

5. A truck carrying a full load of toxic gas has just exploded, sending poisonous fumes _______________ the whole community.

(รถบรรทุกขนกาซพิษเต็มคันเพิ่งจะระเบิด  (และ) ส่งควัน (ไอ) พิษ ____________ ทั้งชุมชน)

(a) among    (ในบรรดา, ในระหว่าง)

(b) throughout    (ไปทั่ว, ไปโดยตลอด)

(c) for

(d) in

 

6. Canada is located _______________________ the north of the United States.

(แคนาดาตั้งอยู่ __________________________________ ทิศเหนือของประเทศสหรัฐฯ)

(a) in

(b) on

(c) to    (ทาง)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)  จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-         Montana is located in the north of the United States.

(รัฐมอนตานาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ)

 

7. A bomb explosion drove the people away from the village, and it has been deserted _____________________.

(การระเบิดของลูกระเบิดผลักดัน (ขับไล่) ผู้คนออกไปจากหมู่บ้าน  และมัน (หมู่บ้าน) ได้ถูกทิ้งร้าง __________________ )

(a) from then    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) from now on    (จากนี้เป็นต้นไป)

(c) since then    (ตั้งแต่นั้นมา)  (จนถึงปัจจุบัน)

(d) by then    (ในตอนนั้น, ในเวลานั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “It has been deserted……….”  เป็น  “Present perfect tense” (Passive voice)  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  คือ  เกิดขึ้นในอดีต  (หมู่บ้านถูกทิ้งร้างเมื่อมีการระเบิด)  และต่อเนื่อง (ถูกทิ้งร้าง) มาจนปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

8. The coffee shop you talked about is right _____________________ the corner of Vermont Street.

(ร้านกาแฟที่คุณพูดถึงอยู่ _________________ __________ หัวมุมถนนเวอร์มอนต์พอดิบพอดี)

(a) on

(b) at    (ที่,  ตรง)

(c) in

(d) of

 

9. _____________________________ an eye operation.

(_______________________________________________ การผ่าตัดตา)

(a) He is necessary to have

(b) It is necessary that he have    (มันจำเป็นที่ว่าเขาต้องได้รับ)

(c) It is necessary that he has

(d) It is necessary for him having

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “It is necessary for him to have”  ก็ได้  ทั้งนี้  วลี   “It is necessary that”  เป็น  “Present subjunctive”  ซึ่งกริยาในประโยคที่อยู่ตามหลังมัน  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ไม่ว่าประธานของประโยคจะเป็นเอกพจน์ หรือพหูพจน์ก็ตาม  (He have,  She walk,  They be,  I be, etc.)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

         -  He recommended that I ______________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _____________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  คือ ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่  “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

         -  I suggested to her that her husband ______________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ __________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + suggest + (to someone) + that + subject + verb 1

               ตัวอย่างที่  

         -  It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                ตัวอย่างที่ 

         -  I will recommend that the student ____________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak     (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                ตัวอย่างที่ 

         -  Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส(เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ๑  ที่ไม่มี “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “s”  หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”หรือ  “ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป    (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า) อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี คือ

                     ๑.   อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                 ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buya dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเกอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                   ๒.    “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),  “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น),  “Advisable”  (ควร),  “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

10. Are you going to leave _____________________________?

(คุณจะทิ้ง ______________________________________________ใช่ไหม)

(a) the open windows

(b) the windows opened

(c) open the windows

(d) the windows open    (หน้าต่างเปิดไว้)  (คือ ไม่ปิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “Subject + Leave + กรรม + Adjective” หรือ  “Subject + Leave + กรรม + Verb + ing”  เช่น

-         He left the room dirty when we came in.

(เขาทิ้งห้องให้สกปรกเมื่อเราเข้าไป)

-         She left her clothes lying on the floor.

(เธอทิ้งเสื้อผ้าวางกองอยู่บนพื้น)

-         They left the fire burning when they went out.

(พวกเขาทิ้งให้ (กอง) ไฟลุกไหม้อยู่  เมื่อออกไปข้างนอก)

 

11. I heard them say _____________________ plenty of gold there in the hills.  

(ผมได้ยินพวกเขาพูดว่า ________________________ ทองมากมายอยู่ที่นั่น  ตรงเนินเขา)

(a) it is

(b) it was

(c) there is   (มี)

(d) have

(e) has

ตอบ  -  ข้อ  (c)  แม้ว่ากริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “Heard” (Past simple tense) เป็นการได้ยินมาในอดีต  แต่เนื่องจากกริยาในประโยคย่อย (Subordinate clause)  เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Fact)  จึงสามารถใช้  “Is (there is)  ได้  เพราะถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  (มีทองที่เนินเขามากมาย)  หรือจะเปลี่ยนเป็น there was”  ก็ได้

 

12. This passage is too difficult __________________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป __________________________________ )

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain   (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ไม่ต้องมี  “It” ข้างหลัง  “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี “Passageอยู่แล้ว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่  ๑

      - I am too busy _________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _____________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)   

(d) that I can’t go

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการใช้   “To + Verb”  ตามหลัง  “Adjective” หรือAdverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในประโยคข้างบน    ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์  “busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้   ได้แก่

-         Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.   (บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

13. He hasn’t been able to get a good job _________________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ _______________________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of   (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of   (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี............)

(d) notwithstanding   (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วย วลี หรือ คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

           - In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

           - In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

           - They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

            - On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

          - On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

          - He could not go to university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

         - There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  -  คือมีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

         - In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

         - Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

         - The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

 

14. Is there ________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความไข้ได้ป่วย __________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much   (มาก)

(d) few

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”

ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

           -  Please give me some ___________________________ about rice exports.

(โปรดให้ ____________________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ   -   ข้อ  (C)  “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                ตัวอย่างที่ ๒

           - That is _____________________________.

(นั่นเป็น ______________________________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ   (d)  เนื่องจาก “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

             

15. I shall send her these _________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม ____________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German   (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่ ๒ เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่  ๑

            -  He bought ______________________________.

(เขาซื้อ _________________________________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt   (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                   ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

- I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

- She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

- Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-  She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

- There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

- She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

- We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

16. Though he _________________________ at last, he had won many victories in former days.  

(แม้ว่าเขา ______________ ในที่สุด  เขาได้รับชัยชนะหลายครั้งหลายหนในสมัย (ครั้ง) ก่อนๆ)

(a) defeated   (ชนะ, ทำให้พ่ายแพ้, รบชนะ, แข่งชนะ, ทำให้ล้มเหลว, ทำให้เสีย)

(b) was defeated   (พ่ายแพ้, ถูกเอาชนะ)

(c) is defeated

(d) was defeating

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice” เพราะหมายถึง  “พ่ายแพ้

 

17. What is the climate ________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ในที่นี้  “Like” เป็น “Preposition” หมายถึง “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ “Verb to be” หรือ “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่

         - The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain   (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ  –  ข้อ  (a) เนื่องจาก  “Like” ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน

                ตัวอย่างที่  

          - He became a doctor _______________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ___________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ  –  ข้อ  (b) เนื่องจาก  “Like” เมื่อหมายถึง “เหมือน, คล้าย” จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

        -  Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                    สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

18. Who discovered the __________________________ of gravity?

(ใครเป็นผู้ค้นพบ _______________________________________ แรงโน้มถ่วง)

(a) principal    (สำคัญที่สุด, รายใหญ่, ตัวการ, อันดับแรก, อันดับหนึ่ง, หัวหน้า, เงิน ต้น, ต้นทุน, ครูใหญ่, ตัวการสำคัญ, ประธาน)

(b) principle    (หลัก, หลักการ, กฎ,หลักศีลธรรม, ลัทธิ)

(c) principality    (รัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย  ดยุก  หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ, รัฐนคร)

(d) principles

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เมื่อนำหน้าด้วย  “the”  แล้ว “principle”  ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เนื่องจากไม่ได้แสดงการเน้นหรือชี้เฉพาะ

 

19. A car won’t go unless it is supplied ___________________________ petrol.

(รถยนต์จะไม่วิ่ง  ถ้ามันไม่ได้รับการเติม (จัดหา) ___________________________ น้ำมัน)

(a) with   (ด้วย)

(b) by

(c) in

(d) of

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก   “Be supplied with” (ตามด้วย สิ่งของหรืออุปกรณ์) ส่วน  “Be supplied by”  (ตามด้วยบุคคล)

 

20. Scarcely _____________________________ when it began to rain.

(__________________ (แทบจะยังไม่ได้) ________________ เมื่อตอนฝนเริ่มตก)

(a) he had gone out

(b) he went out

(c) had he gone out   (เขา...........แทบจะยังไม่ได้..........ออกไปข้างนอก) (คือยังไม่ทันออกไปพ้นประตูบ้าน  ฝนก็ตกลงมาเสียก่อน)

(d) he would go out

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Scarcely + has (have, had) + subject + verb 3ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

           -  Scarcely _____________________ his election speech when the assassin shot him down.

(ยังไม่ทันที่ __________________________ สุนทรพจน์ในการเลือกตั้ง  เมื่อผู้ลอบสังหารยิงเขาล้มลง)

(a) has he finished  (ผิด  เพราะ “tense” ไม่สอดคล้องกับ “tense” ในประโยคย่อย (อนุประโยค) (when………….. down.) ที่มีคำกริยาเป็นอดีต “shot”)

(b) he has finished

(c) he had finished

(d) had he finished   (เขาจะ พูดจบ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลักการเรียงคำในประโยค  เมื่อเอา “Scarcely, Hardly, Rarely, Seldom, Never, Never before, No sooner…….than”  มาไว้หน้าประโยค  คือ

-         Scarcely (hardly, never, never before) + verb (ช่วย)  + subject + verb (แท้) + กรรม + ข้อความต่อๆไป  เช่น

-         Never before have they seen such a beautiful place in their lives.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่พวกเขาได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้นในชีวิต)

-         Rarely will she find such a good job with a high income.

(หายากที่เธอจะได้เจองานที่ดีพร้อมด้วยรายได้สูง)

-         Seldom did we hear a good news like that.

(เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวดีเช่นนั้น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้