หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 201)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In trying to account _______________ the backwardness of these people, we are not to emphasize geographic conditions.

(ในความพยายามที่จะ _____________________ ความล้าหลังของผู้คนเหล่านี้  เราจะต้องไม่เน้นย้ำสภาพทางภูมิศาสตร์)  (คือ  ต้องไม่เน้นว่าสภาพภูมิศาสตร์ทำให้คนล้าหลัง  แต่พิจารณาจากสาเหตุอื่นๆ)

(a) of

(b) to

(c) for    (“Account for”  =  อธิบาย, หาสาเหตุของ)

(d) on

 

2. You ought to do some work ____________________ sitting there reading the paper.

(คุณควรจะทำงานบ้าง ___________________________ นั่งอยู่ที่นั่น (ตรงนั้น) และอ่านหนังสือพิมพ์)

(a) in spite of    (ทั้งๆที่)  

(b) in addition to    (นอกเหนือจาก)

(c) instead of    (แทนที่จะ)

(d) in accordance with    (สอดคล้องกับ)

 

3. The Eskimos have made a most satisfactory adjustment _______________________ their environment.

(ชาวเอสกิโมได้ทำการปรับตัวที่น่าพึงพอใจที่สุด _________________________________ สิ่งแวดล้อมของพวกตน)

(a) from

(b) to    (ต่อ)

(c) for

(d) in

 

4. I must apologize ____________________________.

(ผมจำเป็นต้อง (จะต้อง) ขอโทษ _________________________________ )

(a) for you to be late

(b) with you that I am late

(c) that I do not want to be late

(d) to you for being late    (ต่อคุณ  สำหรับการล่าช้าของผม)

 

5. You can borrow my car ______________________ condition that you bring it back on Friday.

(คุณจะยืมรถผมก็ได้นะ _________________________ คุณนำมันมาคืนในวันศุกร์)

(a) on    (“On condition that”  =  โดยมีข้อแม้ว่า, โดยมีเงื่อนไขว่า, ถ้า)

(b) in

(c) by

(d) from

 

6. We have lessons every day _______________________ Saturday and Sunday.

(เราเรียนหนังสือทุกวัน ____________________________________ วันเสาร์และวันอาทิตย์)

(a) except that    (ยกเว้นว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(b) besides    (นอกเหนือจาก)

(c) but that

(d) except    (ยกเว้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Except, Except that” จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

-   He is an excellent teacher _______________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม ________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา” 

                ตัวอย่างที่ 

-   Most of the students got high marks in the examination, _____________ one or two getting full marks.

(นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงในการสอบ ___________________ คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม)

(a) and

(b) by

(c) with    (โดย)

(d) except    (ยกเว้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   Preposition  “With”  เพราะตามด้วย   Verb + ing (Getting)  ส่วน  Preposition  “Except”  มักใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น  “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น  คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

         - We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

       - Every room is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

       - Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

       - She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

       - The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

       -  All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

       -  He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

       -  There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

       -  I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                   ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

      - The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

      - I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                   สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

      -  The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

       -  The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

       -  Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)               

              ดูการใช้  “Besides”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ 

-   The Joneses were too poor to go to the movies; _____________, there was no one to stay with the children. 

(ครอบครัวโจนส์ยากจนเกินไปที่จะไปดูหนัง __________________ ไม่มีใครอยู่บ้านกับลูกๆ)

(a) in addition to   (นอกเหนือจาก)

(b) in addition that

(c) beside   (ข้างเคียง, ใกล้เคียง)

(d) besides    (นอกเหนือจาก,  ยิ่งไปกว่านั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Besides”   สามารถตามด้วยทั้ง  คำนาม,  วลี,  “Gerund” (Verb + ing)   และประโยค  เช่น

          - Besides an expensive car, she owns a luxurious home.

(= She owns a luxurious home besides an expensive car.)

(นอกเหนือจากรถยนต์ราคาแพง  เธอยังเป็นเจ้าของบ้านหรู)

        - Besides visiting New York, he also traveled to London.

(นอกเหนือจากการไปเยือนนิวยอร์ค  เขายังเดินทางไปลอนดอนด้วย)

        - They robbed the house.  Besides, they burnt it down.

(พวกเขาปล้นบ้าน  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเผามันซะราบเลย)

 

7. I’m surprised ___________________________ making that silly mistake.

(ผมประหลาดใจ (กับ) การทำความผิดโง่ๆ ___________________________________ )

(a) how

(b) at Paul’s    (กับ  ..........การทำความผิดโง่ๆ ...........  ของพอล)

(c) of Paul

(d) that Paul

ตอบ   -   ข้อ    (b)  นอกจากนั้น   สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective  -  His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  ก็สามารถใช้ขยายหน้า  Gerund (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

-     Would you mind ________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ _________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

-   Does Betty object to _________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _____________________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือปล่าว)

(a) your waiting   (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                  กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

 

8. He has kept on working _______________________ being told to stop.

(เขายังคงทำงานต่อไป _______________________________________ ถูกบอกให้หยุด)

(a) sooner as

(b) regardless of    (โดยไม่คำนึงถึงว่า)

(c) no matter as

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Without regard to” (โดยไม่คำนึงถึงว่า) ก็ได้  ซึ่งวลีทั้ง  ๒  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ วลี  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Noun clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

        -  If they are determined to strike, they will do so regardless of what the law says.

(ถ้าพวกเขามุ่งมั่นจะนัดหยุดงาน  พวกเขาก็จะทำเช่นว่า  โดยไม่คำนึงถึงว่ากฎหมายกล่าวไว้อย่างไร)

        -  We will finally achieve our goal regardless of any difficulty.

(เราจะบรรลุเป้าหมายของเราในที่สุด  โดยไม่คำนึงถึงความยากลำบากใดๆ)

         -  Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs. 

(โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด) 

 

9. He could save a lot of money if he bought a television set here, where he could have the same kind ______________ half the price.

(เขาสามารถประหยัดเงินได้เยอะแยะ  ถ้าเขาซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ที่นี่  ที่ซึ่งเขาสามารถได้ทีวีชนิดเดียวกัน _________________ ราคา (เพียง) ครึ่งเดียว)

(a) in

(b) at    (ใน,  ที่)

(c) for

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนาม บินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์) “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา) “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)  “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor”  (แอ๊ง-เคอ)  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}

 

10. I’m very sorry.  I should ______________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

(c) have sent    (ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should + Verb 1” =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

-  He should propose to her now.       

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

 -  The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)    

                       จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

                ตัวอย่างที่  ๑

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”   ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในข้อ  ๔  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

           - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

           - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.   (เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต)

 

11. Not only __________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.........................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   

     (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

12. The longer you stay here, ______________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ___________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be   (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-   The older he grows, _______________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish   (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                     ตัวอย่างที่ ๒   (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

                - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ  –  ข้อ  (3)  แก้เป็น  “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + adjective (ขั้นกว่า)  + subject + verb, the + adjective (ขั้นกว่า) + subject + verb)  เช่น

        - The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

       - The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

       - The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

       - The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

        - The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

        - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

         -  The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

        - The more money we gave them, the more (money) they wanted from us.  (ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

        -  The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

        - The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

13. He said he ________________________ such damage before.

(เขาพูดว่าเขา __________________________________ ความเสียหายเช่นนั้นมาก่อน)

(a) has never seen

(b) never has seen

(c) had never seen   (ไม่เคยเห็น)

(d) did not see

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจาก “Has never seen” (Present perfect tense)  (ไม่เคยเห็น)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had never seen”  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่ คือ  “Said” ทั้งนี้  กฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense” คือ ใช้กับเหตุการณ์ที่  “เคยทำ” (เคยเห็น, เคยดู, เคยกิน, เคยพบ”  และ “ไม่เคยทำ”  (ไม่เคยเห็น, ไม่เคยพูด, ไม่เคยได้ยิน)   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน   สังเกตจาก  “Ever”  “Never”   เช่น

           - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

          - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

         - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

          - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

         -  I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

14. That dress is much cheaper than this, and it’s just _____________________ pretty.

(ชุดนั้นราคาถูกกว่าชุดนี้มาก  และมันก็สวย __________________________________ )

(a) like

(b) so

(c) alike

(d) look

(e) as   (เหมือนกัน)

ตอบ  -  ข้อ  (e)  “Just as pretty” =  “สวยเหมือนกัน”  สำหรับ “Like, Alike, As”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

           -  What is the climate ________________ in your home town?

(อากาศ ______________________ อย่างไร (เช่นไร)  ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ในที่นี้  “Like” เป็น “Preposition” หมายถึง “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ “Verb to be” หรือ “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม 

             ตัวอย่างที่  ๒

           -  The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain   (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ  –  ข้อ  (a) เนื่องจาก  “Like” ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                ตัวอย่างที่

              -  He became a doctor __________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _______________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย” จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

     -  Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

     -   Like his father, Tom is the most persevering.

(เหมือนกับพ่อของเขา  ทอมมีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด)

     -  Like most hard-working people, the workers had to get up very early and go to bed very late at night.

(เหมือนคนทำงานหนักส่วนใหญ่  พวกคนงานจำเป็นต้องตื่นแต่เช้าตรู่  และเข้านอนดึกมากในตอนกลางคืน)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

      - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

     - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                    สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

       - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

       - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

        - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

        - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

        - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

       - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

       - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

      - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว  ๒  คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

      - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

       - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

       - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

       - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

15. I _____________________________ here twenty years next summer.

(ผม _____________________________________ ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living    (จะได้ (กำลัง) อาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง “Future tense” {Will (shall) + verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)  รวมเข้ากับ  “Present perfect continuous tense” {Has (have) + been + verb + ing}  (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี ก็ได้) เมื่อรวม “Tense” ทั้ง ๒ แล้ว จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต  และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ  เมื่อถึงเวลาในอนาคตนั้นแล้ว”  สำหรับประโยคในข้อ ๑๑  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย คือ ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปี”  กล่าวคือ  ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ ๑๙ ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)  ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ ๒๐ ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present future perfect continuous tense” {Subject + will (shall) + have + been + verb + ing}  อนึ่ง  เราสามารถใช้แทน “Tense” นี้ด้วย  “Present future perfect tense” {Subject + will (shall) + have + verb 3}  ก็ได้  แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ ต่อเนื่องของเหตุการณ์  รวมทั้งการมีแนวโน้มจะยาวต่อไปในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว  เหมือนกับ  “Present future perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He will have been working in the company for 20 years next month.

(เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลา ๒๐ ปี ในเดือนหน้า)  (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐ ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.)(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ –ทำงานกับบริษัท – หรือแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

              - She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.

(เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา ๑๐ ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา ๕ โมงเย็น  - ขณะที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย ๒ โมง)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐ ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง ๕ โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น ๑๐ ชั่วโมง  หรือ มีแนวโน้มจะยาวต่อไปจนถึง ๖ โมง หรือ ๒ ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

 

16. Please give me some __________________________ about rice exports.

(โปรดให้ _______________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้)

ตอบ   -   ข้อ  (C) “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้  ดูเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

- That is _______________________.

(นั่นเป็น _____________________________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ (a)  และไม่สามารถเติม “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ (c)  ดังนั้น  เมื่อจะนับ “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b) ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ  ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)  เป็นต้น  คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ เช่น

            - a piece of paper  (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread  (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge  (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news  (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit  (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

             

17. Please don’t forget _____________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............”  หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่  

             -  As soon as it stops __________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _____________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                ตัวอย่างที่ ๒

             -  While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                   ตัวอย่างที่ ๓

                 -  I remember that restaurant; we stopped there ____________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น______________________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                   ตัวอย่างที่ ๔

                 -  How did the cat get into the house?  I remember _______________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting  (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆคือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ“Gerund (Verb + ing)ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

      (เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

18. I ______________________________ as a postman for over ten years.

(ผม _____________________________ เป็นบุรุษไปรษณีย์มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี)

(a) am

(b) have been

(c) have worked    (ได้ทำงาน)

(d) work

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ใช้   “Present perfect tense” {Subject + has (have) + verb 3}  เนื่องจากเป็นบุรุษไปรษณีย์เริ่มตั้งแต่เมื่อกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว  ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ 

 

19. You haven’t made _________________________ clear whether I must go or not.

(คุณยังมิได้ทำให้ ______________________________ ชัดเจนว่า  ผมจะต้องไปหรือไม่)

(a) yourself

(b) me

(c) enough

(d) it    (มัน)

ตอบ   -   ข้อ  (D) {Make + กรรม (Peter, Jim, him, her, them, me, it, himself, herself  แล้วแต่ความหมาย)  + Adjective}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

              - She spoke slowly and emphatically in order to ______________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ____________________________ )

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear    (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Adjective หรือ  “Make + กรรม + Verb 1

                  ตัวอย่างที่ ๒

               -  News services make ____________________ for newspapers to give their readers news from around the world.

(การบริการข่าวสารทำให้_____________________________ สำหรับหนังสือ พิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) it is possible

(d) possible that

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย  คือ  (Make +กรรม+ Adjective)  เช่น  “Make it difficult”  “Make it impossible”  “Make it necessary”  “Make it popular”  “Make you skillful”  “Make her happy”  “Make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ   “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”   (ตามลำดับ)

 

20. You’re tired; you _________________________ with them.

(คุณเหนื่อยแล้ว  คุณ ___________________________________________ กับเขา)

(a) not ought to go

(b) ought not go

(c) ought to not go

(d) ought not to go    (ไม่ควรไป)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Ought to + Verb 1 = Should + Verb 1” แต่เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ   ต้องใช้   “Ought not to + Verb 1”  หรือ  “Should not + Verb 1

 

21. After a ___________________________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังอาหารเช้าที่ _____________________________ เขาวิ่งไปยังป้ายรถเมล์)

(a) hurry    (เร่งรีบ)  (เป็นทั้งคำกริยาและนาม)

(b) hurried    (เร่งรีบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) hurrying

(d) hurry’s

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  “Breakfast”   จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (Adjective)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้