หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 200)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We went ________________________ at the pool last Sunday.

(พวกเราไป ________________________________ ที่สระน้ำในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา)

(a) swim

(b) swam

(c) to swimming

(d) swimming    (ว่ายน้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Go + Verb + ing”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ 

-      I can’t remember when I last went ________________.

(ผมจำไม่ได้ว่า  ผมไป ___________________ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด)

(a) for swim

(b) swimming    (ว่ายน้ำ)

(c) to swimming

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบาย   “Go swimming, Go shopping”   จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ 

-  In the afternoon we went _________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ________________________________ )

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping   (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Window-shop” เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”  

                 ตัวอย่างที่ 

           - Her job is ___________________.

(งานของเธอคือ ______________________________ )

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ  (b) เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)  หรือ “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go shopping” หรือ   “Going shopping”  ได้ทั้งคู่

                   อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”   กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting  (ไปล่าสัตว์),  go fishing  (ไปตกปลา),  go shooting  (ไปยิงปืน)  ,  go skating,  go skiing,  go climbing  (ไปปีนเขา),  go diving  (ไปดำน้ำ), etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน   จึงต้องตอบข้อ  (b)   หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

2. Jim always eats a lot.  This eating habit causes ____________________ uncomfortable.

(จิมกินเยอะเสมอ  นิสัยการกินแบบนี้เป็นสาเหตุให้ _____________________ ไม่สบาย)

(a) he feels

(b) him feeling

(c) him to feel    (เขารู้สึก)     

(d) to feel

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “Subject + Cause + Someone + To + Verb 1 + (Something)”  เช่น

-         The sound of approaching trains caused the baby to cry.

(เสียงของรถไฟที่กำลังเข้ามาใกล้ทำให้เด็กร้องไห้)

-         The coming examination caused him to study hard.

(สอบไล่ที่ใกล้เข้ามาทำให้เขาขยันเรียน)

-         Homesickness has caused her to write a letter to her parents.

(ความคิดถึงบ้านทำให้เธอเขียนจดหมายถึงพ่อแม่)

 

3. My parents frequently tell me it’s no use ____________________ when the examination is drawing near.

(พ่อแม่ของผมบอกผมบ่อยๆว่า  มันไม่มีประโยชน์ที่จะ ________________________ เมื่อการสอบกำลังใกล้เข้ามา)

(a) worry

(b) to worry

(c) worrying    (วิตกกังวล)

(d) to have worried

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “No use” (ไม่มีประโยชน์)  และ  “No good”  (ไม่ดี)  ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  ดังประโยคข้างล่าง

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

                       นอกจากนั้น  ยังมีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

 

4. Many people think it is _______________________ if a man would love another man.

(คนจำนวนมากคิดว่า  มัน __________________ ถ้าผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

(a) nobody’s business    (มิใช่ธุระของใคร)

(b) business of nobody

(c) no ones’ business

(d) business of no one

 

5. I’ve got _________________________ in the car.  I’ll get it to drink.

(ผมมี _______________________________________ ในรถยนต์  ผมจะไปนำมันมาดื่ม)

(a) whisky bottle

(b) a whisky bottle    (ขวดวิสกี้  ๑  ใบ)  (“ขวด” เป็นนามนับได้  ใช้กับ “A”)

(c) a bottle of whisky    (วิสกี้  ๑  ขวด)  (“ขวด” เป็นนามนับได้  ใช้กับ “A”)

(d) bottle of whisky

 

6. The settlers at Jamestown lived on wild berries and bamboo roots because they had _________________ to eat.

(ผู้ตั้งรกรากที่เมืองเจมส์ทาวน์ (แอฟริกาใต้) ดำรงชีวิตด้วย (การกิน) ผลเบอรี่ป่าและหน่อไม้  เพราะว่าพวกเขา __________________ ที่จะกิน)

(a) anything else    (สิ่งใดๆอีก)

(b) something else    (สิ่งอื่นอีก)

(c) nothing else    (ไม่มีสิ่งอื่นอีก)

(d) nothing other    (รูปนี้ไม่มีใช้)

 

7. The farmer used wood to build a house _____________________ to store grains.

(ชาวนาใช้ไม้สร้างบ้าน _______________________________________ ไว้เก็บเมล็ดข้าว)

(a) with which

(b) where

(c) which

(d) in which    (ที่ซึ่ง)

 

8. The primary responsibility in managing a dormitory rests with students ______________________.

(ความรับผิดชอบสำคัญที่สุด (เบื้องต้น) ในการบริหารจัดการหอพักนักศึกษา  ขึ้นอยู่กับนักเรียน __________________ )

(a) by itself

(b) only itself

(c) themselves    (ตัวเอง,  ตัว ..........(นักเรียน) ............ เอง)

(d) themself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

 

9. Her husband is __________________________.

(สามีของเธอเป็น ___________________________________________ )

(a) English man

(b) an English

(c) an English man

(d) an Englishman    (คนอังกฤษ, ชาวอังกฤษ)

 

10. The sea is ________________________________.

(ทะเล _______________________________________________ )

(a) calm this afternoon more than this morning

(b) calmer this afternoon more than it was this morning

(c) more calmer this afternoon than it was this morning

(d) calmer this afternoon than it was this morning    (สงบในตอนบ่ายนี้มากกว่าที่มันเป็นอยู่ (สงบ) ในตอนเช้า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  จึงต้องใช้  “Calmer”  (เนื่องจากเป็นคำพยางค์สั้น)  และไม่ต้องใช้  “More” ขยายอีก  (ข้อ (b) และ (c) จึงผิด)  ส่วนข้อ (a) ไม่มี  “Calmer”  และมี  “More”  เกินมาจึงผิด

 

11. He said that he would not answer because he _____________________ to his lawyer.  

(เขาพูดว่าเขาจะไม่ตอบ (คำถาม)  เพราะว่าเขา ____________________ ทนายของเขา)

(a)  did not speak   (ไม่ได้พูด)

(b) would not speak   (จะไม่พูด)

(c) had not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

(d) has not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากมาจาก “has not spoken” (Present perfect tense)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “had not spoken”  เพื่อให้ “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  “Said” ทั้งนี้ “Present perfect tense”  มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ  “ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว) หรือยังไม่ได้ทำ (ยังมิได้เกิดขึ้น”  ซึ่งในกรณีของประโยคข้างบน  คือ “ยังมิได้พูดกับทนาย”   อาจกล่าวได้ว่า  กฎหนึ่งของ “Present perfect tense”  คือ  ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” ( ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

             - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

              - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

              - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

              - Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

12. This test is in English.  If it were in Thai, I _______________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________________ มัน เลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind   (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่  ๑

-       If you lived closer to the office, you ___________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ___________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b) didn’t have

(c) won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause” แบบที่ ๒  “Present unreal” (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause แบบที่ ๒”  (Present  unreal)   ในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)   ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)   จะใช้รูป  “Subject + would + (not) + V. ช่องที่ 1

                      สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่ ๒ นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   ()   ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

-   If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)   –   ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause แบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + V. 1, Subject + Will + V. 1” คือ

 If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

         ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่   เช่น        

    - If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

    - If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

   - If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

   - If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

   - If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

   - If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  - I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  - Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา “Were” เราสามารถใช้ “Were” แทน “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

- Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  - Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  -Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

  - I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

13. _________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม ____________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost   (เกือบจะ)

(d) Most of   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-         _________________ would like to live peacefully.

(_____________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people   (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้  

             ตัวอย่างที่ ๒

-         __________________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ   -   ข้อ  (b)  หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ  –   ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

            ตัวอย่างที่  ๔   (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ  –  ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

        - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

       - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

       - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

       - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

        - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

        - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-  He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

14. Do you mind _________________________?

(คุณจะรังเกียจไหม _______________________________ ___________)

(a) smoking    (การสูบบุหรี่)

(b) if I smoke    (ถ้าผมสูบบุหรี่)

(c) to smoke

(d) I smoking

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ไม่สามารถตอบข้อ  (a) ได้  เนื่องจากเหมือนการไปถามเชื้อเชิญ  แบบคะยั้นคะยอให้คนอื่นมาสูบบุหรี่  ซึ่งถ้าต้องการชวนคนอื่นสูบบุหรี่  จะต้องใช้ว่า  Would (Do) you like to smoke?”  สำหรับข้อ (c)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจาก  “Mind + Verb + ing”  อย่างไรก็ตาม  เราสามารถใช้ข้อความที่มีความหมายเดียวกับข้อ  (b)  คือ  “Do you mind my smoking?”  ได้  เนื่องจาก  “Gerund” (Verb + ing) ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Their, Our, Its)  ซึ่งเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  นำหน้า“Gerund” (Verb + ing) ได้เหมือนกับคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

          - We appreciated (on) your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

 

15. I _________________________ to stay here until the end of this month.

(ผม ______________________________________ ให้พักที่นี่  จนกระทั่งสิ้นเดือนนี้)

(a) oblige

(b) am obliging

(c) am obliged    (ถูกผูกมัด, ถูกบังคับ)

(d) have an oblige

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Oblige”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ถูกบังคับ, ถูกผูกมัด, มีหน้าที่ที่จะต้อง, ..........., มีภารกิจต้อง...........”  จะต้องใช้ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  เสมอ

 

16. I am longing _________________________ the holidays.

(ผมกำลัง  ปรารถนา-อยาก-ใคร่ที่จะ ______________________________ วันหยุดพักผ่อน)

(a) for    (“Long for”  =  ปรารถนา หรืออยากมี  อยากได้)

(b) to

(c) in

(d) with

ตอบ  -  ข้อ  (a)  “Long for”  =  “ปรารถนา, อยากได้,  อยากมี”“Long” ในที่นี้เป็นคำกริยา

 

17. The boys found the experiment ___________________________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ___________________________________________ )

(a) to fascinate    (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating    (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ    -    ข้อ  (c) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่       (จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

-     Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน(ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้  ศิลปะแบบแอบสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)  แก้เป็น  “incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก  ๒  คำข้างหน้ามัน  คือ “decadent”  และ subversive”  ตามโครงสร้าง  {Subject + consider(find) + it (him, her) + adjective} หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun} เช่น

          - We considered(found) it successful.

(เธอถือ(พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

          - He considered(found) it useful.

(เขาถือ(พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

         - She considers(finds) it important.

(เธอถือ(พบ) ว่ามันสำคัญ)

           - We consider (find) him a good boy.

(เราถือ(พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

            - She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ(พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

             - The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

                      สำหรับการใช้   “Fascinating”  (น่าหลงใหล)  และ “Fascinated”  (รู้สึกหลงใหล)  ให้ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่  ๒

-         I ___________________ with the result of my exam.

(ผม______________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่  ๓

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม ____________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

                ตัวอย่างที่  ๔

-  He is ___________________ a house.

(เขา ________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                    ตัวอย่างที่  ๕

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                     ตัวอย่างที่  ๖

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –   ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                        คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”   ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                      กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้   มีหลักการใช้คือ

              1.  ถ้าใช้ในรูป   “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า   “ทำให้”   คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

               2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing} หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า............”  หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค “He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ  “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

18. These essays are the best that ________________________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ ____________________________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have    (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “that”  แทน  “These essays”   จึงต้องใช้กับ Have”  (ไม่ใช้  “Had” เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่(Main clause)  คือ  “Are”  สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (that have ever  been written  –  ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (have ever been written  -  เคยถูกเขียน)  (ในแบบ“Passive voice”)  {Subject + has (have) + been + verb 3ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ หรือ ไม่เคยทำ”  ดูเพิ่มเติมหลักการใช้   “Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง  (โดยเฉพาะกฎ  ข้อ  ๔)

              ตัวอย่างที่ ๑      

-   She ________________ a few pounds since then.

(เธอ _____________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained   {ได้มา (ได้น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                   ตัวอย่างที่ ๒

-         I ____________________ to Japan several times.

(ผม __________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป– ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ  (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้(โดยเฉพาะ ข้อ  ๓)

               ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน  ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ,  recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

          - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

          - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

           - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

              ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว,  ยังไม่ได้ทำ,  ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้ เช่น

            - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

           - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.) 

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

           - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

           - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

            - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?) 

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

               ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  “For” = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now,  up to the present time,  up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา,  หมู่นี้    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

          - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

               - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.) (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

                 - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                 ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต   แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

                 - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

                - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

               -  Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

               - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

              - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency”  เหล่านี้  “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times”  “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over”  (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “this is the first (second) time”  =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่  ๒)  เช่น

           - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

            - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

             - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

              - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree) เช่น

             - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

             - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

             - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

            - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี    “this morning, this week, this month, this year” เช่น

           - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

           - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

                 แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

            - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

            - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น

             - I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

             - I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

             - John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

                    แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้ “Past simple” (Verb 2) เช่น

            -  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

           - She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

           - I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

19. Let’s go to the library, __________________________?

(พวกเราไปห้องสมุดกันเถอะ, _____________________________________ )

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we    (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย “Let’s”  ในส่วนท้าย  (Tag) จะต้องใช้   “Shall we”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

   Let’s ……………….., shall we?” (พวกเรา..................., เอาไหม) เช่น

          - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

          - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

         - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

         - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                 แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “Let me”  “Let him”  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน Tag  ต้องใช้  “will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

-      Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

-      Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

-      Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

-      Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

-      Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

           ดูเพิ่มเติมส่วนท้าย  (Tag) ของประโยคขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ 

-    Do it at once, __________________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you   (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำ สั่ง, ขอร้อง เชื้อเชิญ  ในส่วน “Tag”  ให้ใช้“………………., will you ?”  เช่น

         - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

        - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

        - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

        - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

        - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

 

20. His favourite subject is __________________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา คือ ________________________________________ )

(a) mathematic

(b) physic

(c) arithmetic    (เลขคณิต)

(d) economic

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากวิชาในข้อที่เหลือ   จะต้องลงท้ายด้วย  “S”  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

-         Physics _______________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ______________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)    are

(b)   have been

(c)   is   (ถูก)

(d)   will be

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่นeconomics (เศรษฐศาสตร์), phonetics (วิชาการออกเสียง), statics (สถิตศาสตร์), dynamics (พลศาสตร์), statistics (วิชาสถิติ), psychics  (จิตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics (คณิตศาสตร์), politics  (การเมือง), รวมทั้ง  news (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

          - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก  –  คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้