หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 199)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Thomas _____________ for Bangkok as soon as he _____________ about your accident.

(โทมัส __________________ ไปกรุงเทพฯ ในทันทีที่เขา ________________ เกี่ยวกับอุบัติเหตุของคุณ)

(a) had left ____________ was informed

(b) had left ____________ had been informed

(c) leaves ____________ has been informed

(d) left ____________ was informed    (ออกเดินทาง _______________ ได้รับแจ้ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Leave for Bangkok”  =  “ออกเดินทาง (จากสถานที่หนึ่ง) เพื่อไปกรุงเทพฯ”  และประโยคที่อยู่ข้างหน้า หรือตามหลัง  “As soon as”  จะอยู่ในรูป  “Simple tense”  (Present simple or Past simple)  โดยต้องให้กริยา  ในทั้ง  ๒  ประโยคสอดรับกัน  เช่น  ในประโยคข้างบน  เป็น  “Past simple”  (Left _________________ Was informed)  ด้วยกันทั้งคู่  เนื่องจากเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต  อย่างไรก็ตาม  ถ้าหมายถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน  สามารถใช้  (Leaves __________is informed)  ได้

 

2. Bob and Bill were badly injured in the last match, so ________________ can play today.

(บ๊อบและบิลได้รับบาดเจ็บสาหัสในการแข่งขันครั้งที่แล้ว  ดังนั้น _______________________ สามารถเล่น (ลงแข่งขัน) ได้ในวันนี้)

(a) both of them    (ทั้ง  ๒  คน)

(b) either one of them    (คนใดคนหนึ่งในพวกเขา)

(c) neither of them    (ไม่มีใครในพวกเขา)

(d) not any of them

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากบาดเจ็บทั้งคู่  จึงไม่สามารถลงเล่นได้วันนี้  ดูเพิ่มเติมการใช้

“Neither” จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่  ๑

-      He said that neither of the applicants ________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง  ๒  คน ไม่ ___________________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was   (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น  ๒  แบบ  คือ

               ๑. Neither (ไม่ทั้ง ๒) +Noun เอกพจน์  และใช้ Verb เอกพจน์  เช่น

    -  Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

             ๒. Neither of + Noun พหูพจน์  แต่ใช้  Verb เอกพจน์  เช่น

- Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                    สำหรับ  “Neither……….nor………..”  =   “ไม่ทั้ง..............และ..............”  ใช้ Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

               - Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

            - Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

หมายเหตุ   -   ข้อความหรือประโยคที่ตามหลัง  “Neither”  หรือ  “Nor”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจากทั้ง  ๒  คำนี้มีความเป็นปฏิเสธอยู่ในตัวแล้ว  ดังนั้น  ถ้าใช้รูปปฏิเสธซ้ำอีก  จะกลายเป็นปฏิเสธซ้อน  (Double negative) ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์  เช่น

-         He can’t swim.  Neither can his brother.

(เขาว่ายน้ำไม่เป็น  พี่ชายเขาก็ว่ายฯ ไม่เป็นเช่นกัน)

-        She doesn’t study hard.  Nor do I.

(เธอไม่ขยันเรียน  ผมก็ไม่ขยันฯ เช่นกัน)

-        They won’t arrive late.  Neither will we.

(พวกเขาจะไม่มาสาย พวกเราก็จะไม่มาสายเช่นกัน)

-        Neither girl dances well.

(เด็กหญิงทั้ง  ๒  คนมิได้เต้นรำเก่ง)

-        Neither of the teams plays well.

(ทั้ง  ๒  ทีมมิได้เล่นดี)

 

3. After being caught for smuggling 10 kilograms of heroin into Hong Kong, he was very worried and could do nothing but _____________________.

(หลังจากถูกจับกุมเนื่องจากลักลอบนำเฮโรอีน  ๑๐  กิโลกรัม  เข้าไปในฮ่องกง  เขาวิตกกังวลอย่างมาก  และไม่สามารถทำอะไรได้นอกจาก ______________________________ )

(a) to pray

(b) pray    (สวดมนตร์)

(c) praying

(d) prayed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  กริยาที่อยู่หลัง  “Except, But”  (ยกเว้น, นอกจาก, ไม่รวม)  ต้องเป็นรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)

-         There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้น (นอกจาก) รอคอย)

-         The robot can do everything except speak.

(หุ่นยนต์สามารถทำทุกอย่าง  ยกเว้น (นอกจาก) พูด)

-         She did nothing but cry.

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น (นอกจาก) ร้องไห้)

-         He did nothing but complain.

(เขาไม่ทำอะไร  ยกเว้น (นอกจาก) บ่น-โวยวาย)

-         There is nothing for them to do but wait.

(ไม่มีอะไรที่พวกเขาทำได้  ยกเว้น (นอกจาก) รอคอย)

 

4. It took him nearly two hours ________________________.

(เขาใช้เวลาเกือบ  ๒  ชั่วโมง ________________________________________ )  

(a) explaining us the new lesson

(b) to explain us the new lesson

(c) explaining the new lesson to us

(d) to explain the new lesson to us    (อธิบายบทเรียนใหม่ให้เราฟัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Take + + (กรรม)”  + Time + To + Verb 1”  (It took him nearly two hours to explain the new lesson to us.)  ซึ่งมีความหมายเท่ากับโครงสร้าง  “He spent nearly two hours explaining the new lesson to us.”   (เขาใช้เวลาเกือบ  ๒  ชั่วโมง  อธิบายบทเรียนใหม่ให้เราฟัง)  ซึ่งมาจาก  “Subject + Spend + Time + Verb + ing + (กรรม)”  (We spent 3 hours cleaning the room.)

              นอกจากนี้  ยังต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Explain + Something + To + Someone”  เสมอ  เช่น  “He explained his statement to her.”  (เขาอธิบายคำพูดของเขาให้เธอฟัง)  โดย  ไม่มีการใช้รูป  “Subject + Explain + Someone + Something”  เช่น  “He explained us his statement.”  ซึ่งเป็นประโยคที่ผิด   ทั้งนี้  อย่าจำสับสนกับโครงสร้างในประโยคข้างล่าง

-         She asked me a question.  (เธอถามคำถามผม)

(= She asked a question to me.)

-         They gave him some money.  (พวกเขาให้เงินนายคนนั้น)

(= They gave some money to him.)

-         He tells me a story.  (เขาเล่านิทานให้ผมฟัง)

(= He tells a story to me.)

-         She lent me a book.  (เธอให้ผมยืมหนังสือเล่มหนึ่ง)

(= She lent a book to me.)

 

5. ________________________ at not seeing Mr. Freeman at the cafeteria, Jenny decided to have lunch alone at the park.

(____________________________________ ที่มิได้พบมิสเตอร์ฟรีแมนที่ห้องอาหาร  เจนนี่ตัดสินใจกินอาหารกลางวันตามลำพังที่สวนสาธารณะ)

(a) Having been disappointing    (น่าผิดหวัง)

(b) Disappointing    (น่าผิดหวัง)

(c) Disappointedly    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) Disappointed    (รู้สึกผิดหวัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d) ดูรายละเอียดการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Disappoint”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ 

-     I am __________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest    (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่  

-  He is ___________________ a house.

(เขา ________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                      ตัวอย่างที่ 

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                     ตัวอย่างที่  

The little girl was very ___________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (ตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –   ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”   จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                  คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise”ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please – ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass – ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle – ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate – ทำให้โกรธ

astonish – ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate – ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify – ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal. (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much. (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone. (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers. (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class. (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม“ing”พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work isboring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

3.  ถ้าเติม“Ed”ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น“Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German. (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends. (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death. (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work. (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance. (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match. (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes. (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy. (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

6. I will certainly meet you there ______________________ it rains.

(ผมจะไปพบคุณที่นั่นแน่นอน ___________________________________ ฝนตก)

(a) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)  (ตามด้วยประโยค)

(b) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยวลี หรือคำนาม)

(d) unless    (ถ้า ................ไม่)  (ถ้าฝนไม่ตก)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

-   I don’t like to begin writing a letter, __________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ________________________________ )

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายการใช้   “Unless” 

              ตัวอย่างที่  

- Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                ตัวอย่างที่  

- He won’t pass his examination ____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ________________________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้“diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง“Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

7. Having spent several years in the northeastern part of Thailand, Jane now _____________________ eating sticky rice.

(ได้ใช้เวลาหลายปีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  ขณะนี้เจน __________________________ การกินข้าวเหนียว)

(a) used to    (เคย)

(b) is used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)

(c) being used to

(d) has used to    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูการใช้   “Used to”  และ  “Be (Get) used to” จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

-   My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ________________ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  _____________________________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย”  

                        ตัวอย่างที่ 

-   He ______________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา _________________________  อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต  

                       ตัวอย่างที่ 

-    I used ____________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _______________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้) 

                      ตัวอย่างที่ 

-   They will get ___________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ______________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                      ตัวอย่างที่  

-    My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม __________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                       ตัวอย่างที่  

-  He got used to ____________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็นPreposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)    จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

            -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

           - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

           - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

           - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-   He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

8. After a year of hard work, John decided to take a _______________________ in Europe.

(หลังจาก  ๑  ปีของการทำงานหนัก  จอห์นตัดสินใจที่จะไป _____________________ ในยุโรป)

(a) three-weeks holiday

(b) three-week holiday    (ท่องเที่ยววันหยุดพักผ่อน  ๓  สัปดาห์)

(c) three week’s holiday

(d) three weeks holiday

ตอบ   -   ข้อ   (b)  (A  ขยาย  Holiday  ใน  “A three-week holiday”)  หรืออาจตอบ  “A three weeks’ holiday”  (A  ขยาย  “Holiday”)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่  ๑

-      The mountain was a __________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey    (การเดินทาง (ระยะ)  ๑  วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ  ๑  วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……..”  (A  ขยาย  “Journey”)  (เช่นเดียวกับ  “A day’s journey” ซึ่ง “A”  ขยาย  “Journey”)

          - It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)  (“A”  ขยาย  “Journey”)

(ทั้งนี้  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   It is a 50 miles’ journey.   =   “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์”)  (“A”  ขยาย  “Journey”)

                  ตัวอย่างที่  ๒

-      They must be ready to move anywhere in the world at _____

__________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆในโลก  เมื่อ  ________       ______________________)   (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a)    a moment notice

(b)   moment’s notice

(c)    moments’ notice

(d) a moment’s notice.   (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe ‘S’}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของกับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์  ทั่วๆไป  เช่น

           - a moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)

          - a month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๑  เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)    

          - a week’s holiday   (วันหยุด  ๑  สัปดาห์)  

          - a two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๒  เดือน)

          - a three weeks journey   (การเดินทางนาน  ๓  สัปดาห์)

          - four years time   (ระยะเวลา  ๔  ปี)  (ใช้  “A”  ขยายไม่ได้  เพราะ  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

9. My friend must take medicine, but I _______________________.

(เพื่อนของผมต้องกินยา  แต่ผม ________________________________________)

(a) don’t    (ไม่กิน)

(b) mustn't    (จะต้องไม่กิน)

(c) needn’t    (ไม่จำเป็นต้องกิน)

(d) won’t    (จะไม่กิน)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากใจความดีกว่าข้ออื่นๆ   เป็นการพูดข้อความที่แย้งกัน  โดยดูจาก  “But” (เพื่อนต้องกินยา  “แต่”  ผมไม่จำเป็นต้องกิน)

 

10. Since the air in Bangkok is not always fresh, we like to go to the seaside ________________.

(เนื่องจากอากาศในกรุงเทพฯ มิได้สดชื่นอยู่ตลอดไป  พวกเราจึงชอบไปชายทะเล____________ )

(a) for the change of air

(b) for the change of the air

(c) for a change of the air

(d) for a change of air    (เพื่อเปลี่ยนอากาศ  -  ที่บริสุทธิ์มากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และในข้อนี้  ใช้แบบทั่วๆไป มิได้ชี้เฉพาะ   จึงไม่ต้องใช้  “The” นำหน้า  ส่วน “Change” เป็นคำนามนับได้  และใช้แบบทั่วๆไป  มิได้ชี้เฉพาะเช่นเดียวกัน  จึงใช้  “A” นำหน้าแทน  “The” (คำนามนับได้เอกพจน์  จะอยู่ลอยๆไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย  “A”หรือ  “An”  แต่ถ้าชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  ต้องนำหน้าด้วย  “The”)

 

11. _______________________ these reasons, you shouldn’t go there again.

(__________________________________  เหตุผลเหล่านี้  คุณจึงไม่ควรไปที่นั่นอีก)

(a) By

(b) With

(c) For    (ด้วย)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                   สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                   ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  I voted for Mr. Collins.  (ผมลงคะแนนให้มิสเตอร์คอลลินส์),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ)  -  She thanked for all my assistance.  (เธอขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือทั้งปวงของผม), “Search  (ค้นหา)  -  I searched for my lost watch but in vain.  (ผมค้นหานาฬิกาที่หาย  แต่คว้าน้ำเหลว),  “Look”  (ค้นหา)  -  He is looking for a new home.  (เขากำลังมองหาบ้านใหม่  -  คือจะซื้อบ้านใหม่),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ)  -  She apologized for all her mistake.  (เธอขอโทษสำหรับความผิดทั้งหลายของเธอ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้)  -  I hope for a better life.  (ผมหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น)  เป็นต้น

                   สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For hire”  (ให้เช่า, สำหรับเช่า)  -  Do they have horses for hire?  (พวกเขามีม้าให้เช่าหรือเปล่า),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),   เป็นต้น

 

12. What terrible coffee!  She _________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ ________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Must + Verb 1”  =   “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน   “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในข้อ  ๑๒  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

           - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ)

           - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑  ไปแล้ว  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต)

 

13. ___________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _______________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

         - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง  –  โง่เสียนี่กระไร)

        - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

         - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

        -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

        - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

        - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

       - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

       - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

        - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

       - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

        -  How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

         - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

          - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

14. We have ______________________ of candles and there’s none in the shop.

(เราได้ ______________________________________ เทียนไข  และไม่มีเหลือเลยในร้าน)

(a) run away    (วิ่งหนี)

(b) run out    (หมด, ขาดแคลน, ไม่มี)

(c) run off    (จากไปอย่างรวดเร็วและในแบบลับๆ, แอบหนีไปกับ(ผู้ชาย), เทของ เหลว, (ของเหลว) ไหลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)

(d) run in    (to be run in = ถูกตำรวจจับ)

 

15. We really must ______________________ some of our expenses soon.

(เราจะต้อง ______________________ ค่าใช้จ่ายบางอย่างของเราโดยเร็ว  อย่างแท้จริง)

(a) cut    (ตัด, หั่น, ฟัน, แล่, ชำแหละ, เฉือน, เชือด, ปาด)

(b) cut off   (ตัดออก, ตัดบท, ยุติการกระทำ, เลิกคบค้า, ตัดความสัมพันธ์)

(c) cut away

(d) cut down    (ลด, ลดลง, ตัดทอน)

 

16. This _________________________ very good.

(______________________ (นี้)_______________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is   (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause” คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”)  อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น   จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด   จึงต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ   งตัวอย่างข้างล่าง

             -   Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล ทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น  “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

             - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

            - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

           - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

            - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

           - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

           - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

            - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

            - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

             - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี    “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)  จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

         สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

             ๑.   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

            ๒.    ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

            ๓.    ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                 สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี  “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ   ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง   กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย   ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

         - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

        - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

         - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

        - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

        - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

        - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

        - Some of the boys didn’t come to my party.

  (เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)    

                     จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม   เมื่อเราเพิ่ม   “Defining Adjective Clause”   เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

               - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

              - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

             - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

            - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

           - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

           - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

           - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

           - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

           สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

          ๑.  ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

          ๒.  ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

          ๓.  ใช้คำ  “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)   “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย   

 

17. ___________________________ the headmistress, we shall pay a visit to London next month.

(________________________________________ ครูใหญ่หญิงกล่าวไว้  เราจะไปเยือนลอนดอนในเดือนหน้า)

(a) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(b) According to    (สอดคล้องกับ)

(c) In case of     (ในกรณีของ, ในกรณีที่เกิด.........)

(d) In spite of    (ทั้งๆที่)

ตอบ    -    ข้อ  (b)  สำหรับ   “In case of, In spite of” ดูตัวอย่างประโยคในข้อ ของข้อสอบชุดนี้   สำหรับประโยคตัวอย่างของ  “Owing to (= Due to = Because of = On account of”  และ “According to”   เช่น

             - Owing to (Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

           - Owing to (Because of) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

           - He could not go university owing to (on account of ) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

             - According to the weather forecast, there will be a lot of rain next week.  

(ตามที่พยากรณ์อากาศว่าไว้  จะมีฝนมากสัปดาห์หน้า)

              - According to the company’s manager, the staff will be allowed a long holiday next month. 

(ตามที่ผู้จัดการบริษัทบอกไว้  พนักงานจะได้รับอนุญาตให้หยุดยาวในเดือนหน้า) 

             - The family will move to a new place soon according to the father.  

(ครอบครัวจะย้ายไปอยู่ที่สถานที่แห่งใหม่ในเร็วๆนี้  ตามที่พ่อบอกไว้)

 

18. Victor’s car was too badly damaged to be worth _________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “To be worth (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ  “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

 

19. ____________________________ will win the first prize?

(____________________________________________ จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ 

-         ___________________ is better, my drawing or Jim’s?

(___________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ   –   ข้อ  (b)  ต้องเอา  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)  เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม เนื่องจาก “Question wordsเหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น “Object”)  หรือกรรมของ “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์ Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

         - How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often” เป็นส่วนขยายของ “go shopping” คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb of frequency”)

          - How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)(“How much” เป็นกรรมของกริยา“get paid”)

         - Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where” เป็นส่วนขยายกริยา“live”คือ เป็น “Adverb of place”)

          - Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why” เป็นส่วนขยายกริยา“come”คือเป็น “Adverb of reason”)

          - When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When” เป็นส่วนขยายกริยา“finish”คือเป็น “Adverb of time”)

          - Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which” เป็นกรรมของกริยา“prefer”)

                   แต่ในกรณีที่ “Question words” เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

          - Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “contributed)

(อย่าใช้“Who did contribute most to……………?”)

            - What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้“What did make you feel so angry?”)

            - Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา “impresses)

(อย่าใช้“Which does impress you more, ………………?” )

แต่ใช้ “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้   “Verb to do”   ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา “Like)

 

20. One who ______________________ good feels _____________________.

(บุคคลผู้ซึ่ง______________________ ดี  รู้สึก ______________________)

(a) makes ______________  happy

(b) does _______________happy   (ทำ  _____________  มีความสุข)

(c) makes ________________ happily

(d) does ________________happily

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Do good” =  “ทำดี, ทำความดี”  ส่วน “Do well” =   “ทำได้ดี”  (ใช้ “Does”  ตามประธานประโยค  “One”  ซึ่งเป็นเอกพจน์) สำหรับ  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Adjective” (Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb” (Quickly, Slowly, Carefully)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่

-         The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly   (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Smell + Adjective”

               ตัวอย่างที่        จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ (๑) – (๔)

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   ๔  แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

             ตัวอย่างที่  

-            I saw the coach on the field after the game, and he seemed ____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ  –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่าLinking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

        - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

        - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

        - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก),  get,  grow, keep, look  (มีท่าทาง),  smell  (มีกลิ่น)sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

-        Tom became rich(ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.  (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale(เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

    สำหรับวลีที่ใช้  “Do” และ  “Make”  ได้แก่

                                     Do

          - do one’s best (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)

         - do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)

         - do good  (ทำดี)

         - do bad   (ทำชั่ว)

         - do harm   (ทำอันตราย)

        - do someone a favor  (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right  (wrong)  thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty   (ทำหน้าที่)

        - do work   (ทำงาน)

         - do things   (ทำสิ่งต่างๆ)

         - do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

         - do your teeth  (แปรงฟันของคุณ)

        - do the flowers   (จัดดอกไม้)

         - do the cleaning  (ทำความสะอาด)

         - do the washing up  (ซักผ้า-ล้างจาน)

         - do the cooking  (ปรุงอาหาร)

         - do nothing  (ไม่ทำอะไร)

         - do something about a problem  (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

         -   do something about immigration   (แก้ปัญหาการอพยพ)

         - do all we can  (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

         - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

       - That hat does nothing for you.  (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

       - I wonder what his father does. (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

       - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

        - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

       - do a subject  (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

        -   He can do 120 miles per hour in that car.  

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

       - This pen will do.  

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

       - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

       - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

         - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

        - What can I do for you?  

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

       - How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

        - How do you do”  (ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

       - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

       - Easier said than done.   (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

       - make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)   (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก) แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

          - dos and don’ts   (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

         - do homework (housework)  (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

        - do crossword puzzles  (ทำปริศนาอักษรไขว้)

         - do the exercise   (ออกกำลัง)

        - do the bedroom   (จัดห้องนอน)

        - do away with   (กำจัด, ทำลาย)

        -  do the shopping  (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

        -  do business   (ทำธุรกิจ)

         - have something to do with  (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

        - have nothing to do with   (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

                                        Make

-         make a mistake   (ทำผิด)

-         make a noise   (ทำเสียงดัง)

-         make a speech   (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole   (เจาะรู)

-         make beds  (สร้างเตียง)

-         make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat   (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China  (รถผลิตในจีน)

-         a Japanese-made car  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice   (เลือก)

-         make a discovery  (ค้นพบ)

-         make a statement  (พูด, กล่าว)

-         make a decision   (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion  (แนะนำ)

-         make an announcement  (ประกาศ)

-         make up  (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for  (ชดเชย)

-         make out  (เข้าใจ)

-         make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

      make a fool of oneself   (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้