หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 197)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I was not aware _______________ how time was passing, for I was completely absorbed _______________ the story I was reading.

(ผมมิได้รู้ตัว (ตระหนัก) เลยว่า ________________ เวลากำลังผ่านไปอย่างไร  เพราะว่าผมดื่มด่ำอย่างเต็มที่  _________________ นิทานที่ผมกำลังอ่านอยู่)

(a) of ______________on

(b) of ______________ by

(c) of ______________ in    (“Aware of  =  ตระหนัก ________ กับ)

(d) about ______________ with 

 

2. I would rather _____________ my work rather than _____________ to the fair.

(ผมอยากจะ _______________ งานของผม  มากกว่า _______________ เที่ยวตลาดนัด)

(a) to do _______________ to go

(b) do _______________ go    (ทำ __________________ ไป)

(c) doing ______________ going

(d) do ______________ going

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Would rather + Verb 1” เช่นเดียวกับหลัง  “Than”  ต้องตามด้วย   “Verb 1”  เช่นกัน  โดยเป็น  “โครงสร้างแบบคู่ขนาน”  (Parallel structure)

 

3. Teaching ____________________ a career appeals to many people ___________________ the long holidays.

(การสอนหนังสือ ____________________ อาชีพอย่างหนึ่ง  มีเสน่ห์กับผู้คนจำนวนมาก  ___________________ วันหยุดที่ยาวนาน)  (คือ  คนจำนวนมากหลงใหลอาชีพสอนหนังสือ  เพราะมีวันหยุดยาวในช่วงปิดเทอม)

(a) as _____________ despite    (ในฐานะ ______________ ทั้งๆที่)

(b) as _____________ due to    (ในฐานะ ______________ เนื่องมาจาก)

(c) like _____________ because of    (เช่นเดียวกับ ________ เนื่องมาจาก)

(d) like _____________ in spite of    (เช่นเดียวกับ ________ ทั้งๆที่)  

 

4. Mary has extremely _______________ and fine _______________.  She has tiny hands, but her fingers seem long and slender.

(แมรี่มี ___________________ อย่างมากๆ  และ (มี) _________________ ที่ งดงามน่าดู  เธอมีมือเล็กๆ  แต่นิ้วมือของเธอดูเหมือนว่ายาวและเรียว)

(a) blue light eyes ____________ brown straight hair

(b) light blue eyes ____________ straight brown hair    (ตาสีฟ้าอ่อน ____________________ ผมสีน้ำตาลเหยียดตรง)

(c) eyes light blue ____________ brown hair straight

(d) blue eyes light ____________ hair straight brown

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้สีขยายหน้าคำนาม  โดยอยู่ถัดมาจากนามตัวนั้น  (Blue eyes, Brown hair) และใช้คำคุณศัพท์อื่นๆ ขยายถัดมาจากสี  {Light (อ่อน), Straight (เหยียดตรง)ดูเพิ่มเติมการเรียงลำดับคำที่ใช้ขยายหน้าคำนามจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่  ๑       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ (๑) – (๔)

-         The term “gang” (1) refers to (2) an (3) organized informally (4) group of people

(คำว่า “แก๊ง”  หมายถึง  กลุ่มคนที่ถูกจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ)

ตอบ   -   ข้อ  ๓  แก้เป็น  “informally organized”  เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ผิด

                 ตัวอย่างที่  ๒

-      He bought ____________________.

(เขาซื้อ _________________________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt   (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”   ถัดไปถ้ามี   “ขนาด”  (big, small)   ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน   ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ   จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า   เช่น   “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

       ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-    I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-    She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-    Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-    She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-    There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ  ๒  ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

-    These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-    She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม  ๑  ใบ แก่ผม)

-    We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว  ๒  เครื่อง)

 

5. Last Sunday I ___________________ three hours in the morning ____________________ up the mountains.

(วันอาทิตย์ที่แล้ว  ผม _______________________ สามชั่วโมงในตอนเช้า _______________________ ขึ้นเขา)

(a) took _____________ to walk

(b) used _____________ to walk

(c) found _____________ walking

(d) spent _____________ walking    (ใช้เวลา _________________ เดิน)

ตอบ   -   ข้อ   (D)  “Spend + Time + Verb + ing”  (She spent 5 years doing her Ph.D.”  (เธอใช้เวลา  ๕  ปีในการทำปริญญาเอก)  หรืออาจใช้  “Last Sunday it took me three hours in the morning to walk up the mountains.”  (วันอาทิตย์ที่แล้ว  มันกินเวลาผม  ๓  ชั่วโมงในตอนเช้า  ในการเดินขึ้นเขา)

-         It took her 5 years to do her Ph.D.

(มันกินเวลาเธอ  ๕  ปีในการทำปริญญาเอก)

 

6. In that class the students are ___________________ men.

(ในชั้นเรียนนั้น  นักเรียนเป็นผู้ชาย ______________________________ )

(a) almost the

(b) most of

(c) almost    (เกือบจะ)

(d) mostly    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Mostly” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - The men at the party were mostly young.

(ผู้ชายที่งานเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม)

           - She was busy writing, poetry mostly (= mostly poetry).

(เธอยุ่งอยู่กับการเขียน  ส่วนใหญ่เป็นบทกวี)

                - She has had a very exciting career, mostly in New York.

(เธอมีอาชีพที่น่าตื่นเต้นมาก  ส่วนมากในนิวยอร์ค)

               - Some animals hunt mostly at night.

(สัตว์บางชนิดออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่)

                 สำหรับการใช้  “Most of the (Most)”  และ  “The most”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

-       ___________________ outside of the cities is used for farming.

(____________________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (= Most area)  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้ สำหรับประโยคข้างบนมีประธานคือ  “Most of the area”  โดยมี “outside of the cities”  เป็นส่วนขยาย  และมีกริยา คือ  “is used”  จึงต้องใช้  “Area” แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิดสำ  หรับความแตกต่างระหว่าง  Most + Noun (plural)”  “Most of the + Noun (plural)”  และ “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง 

                   ตัวอย่างที่  ๒             (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑  ถึง  ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –   ข้อ   (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง   “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  The most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)   เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

 

7. If you had gone with us to the mountains, you ____________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ______________________________   เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear    (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ  “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา  ”ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่  ๓  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม__________________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๒

-   Nancy __________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ____________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ   “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                  ตัวอย่างที่ ๓

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้  คืออนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”  หรือเอา “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ   “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause) เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause”  แบบที่   ๓   ได้แก่

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                 จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป  -  ใน “If clause”(ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + had + (not) + V 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

8. I have a job ____________________________.

(ผมมีงาน  ________________________________________)

(a) by being a tutor    (โดยการเป็นครูพิเศษ)

(b) as a tutor    (เป็นครูพิเศษ หรือ ครูรับจ้างสอนพิเศษ)

(c) by tutoring    (โดยการสอนพิเศษหรือส่วนตัว)

(d) by being a tutorial    (โดยเป็นระบบการสอนพิเศษหรือส่วนตัว)

 

9. If you don’t want to be punished, you must _________________________.

(ถ้าคุณไม่ต้องการถูกลงโทษ  คุณจะต้อง ____________________________________ )

(a) behave good   (ประพฤติ-ปฏิบัติตัวดี)

(b) behave not badly   (ประพฤติไม่เลว)

(c) behave yourself    (ประพฤติตัวอย่างถูกต้องและเหมาะสม)

(d) behave it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรืออาจตอบ ข้อ  (a)   แต่ต้องแก้เป็น   “behave well”  เนื่องจากขยายกริยา  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

10. They __________________________ most of their lives on the sea.

(พวกเขา ___________________________________ ชีวิตส่วนใหญ่ของตนในทะเล  -  คือ เป็นชาวประมง)

(a) used    (ใช้  -  คน, สัตว์, สิ่งของ, เครื่องมือ)

(b) spent    (ใช้  -  ชีวิต, เงิน, เวลา, ความพยายาม)

(c) paid    (จ่ายหรือชำระเงิน, ให้ (ความเคารพ)

(d) were used to   (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ    -   ข้อ  (b)   ตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ  ได้แก่

          - He used wood to build his home.

(เขาใช้ไม้สร้างบ้านของเขา)

         - He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

         - No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

         - She uses a closet for hanging up her clothes.

(เธอใช้ตู้แบบฝังฝาผนังสำหรับแขวนเสื้อผ้าของเธอ)

         - What kind of shampoo do you use?

(คุณใช้แชมพูสระผมชนิดใด)

         - He spent 3 hours reading in the library.

(เขาใช้เวลา ๓ ชั่วโมงอ่านหนังสือในห้องสมุด)

         - We always spend a lot of money on parties.

(พวกเราใช้เงินมากมายเสมอในการจัดงานเลี้ยง)

         - Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมได้รับการกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน  -  เช่น ไปที่บ่อนการพนัน หรือ ห้างที่มีสินค้าหรู)

         - He spent most of his time in the library.

(เขาใช้เวลาส่วนมากในห้องสมุด)

         - She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  และต้องการใช้เวลาทั้งวันในการเขียน)

         - He spent a lot of effort organizing that trip.

(เขาใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

         - She has spent all her life in this town.

(เธอได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของเธอในเมืองนี้)

         - We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

 

11. The telephone is useful ________________________ all of us.

(โทรศัพท์มีประโยชน์ ______________________________________ พวกเราทุกคน)

(a) for

(b) to    (ต่อ, แก่)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ   Preposition  “To” ได้แก่  Faithfulซื่อสัตย์, รักษาสัจจะ, Hostile  (มุ่งร้าย, เป็นศัตรู), Cruel  (ทารุณ, โหดร้าย), Kind (ใจดี, กรุณา), Equal  (เท่ากัน), Close  (ใกล้ชิด), Dear  (เป็นที่รัก), Obedient  (เชื่อฟัง, ว่านอนสอนง่าย), Senior  (อาวุโสมากกว่า), Junior  (อาวุโสน้อยกว่า), Obvious  (ชัดแจ้ง, เห็นได้ชัด), Peculiar  (ประหลาด, เฉพาะ), Harmful  (เป็นอันตราย), Grateful  (เป็นหนี้บุญคุณ), Inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า), Superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า), Useful  (มีประโยชน์), Used  (เคย), Get used (คุ้นเคย. เคยชิน), Be used  (คุ้นเคย, เคยชิน), Get accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน), Be accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน), Rude  (หยาบคาย, ไม่สุภาพ), Similar  (คล้ายกับ), Previous  (ก่อน, ก่อนหน้า), Polite  (สุภาพ), Clear  (ชัดเจน, เห็นได้ชัด), Loyal  (จงรักภักดี), Identical  (เหมือนกันกับ), Familiar  (คุ้นเคยกับ), Satisfactory  (น่าพอใจแก่), Essential  (จำเป็น, สำคัญยิ่ง), Necessary  (จำเป็น), Good (ดี), Equivalent  (เท่ากัน, เหมือนกันกับ)   etc.

 

12. The burglar left the house ___________________________.

(เจ้าหัวขโมยย่องเบา-งัดแงะ  ออกจากบ้านไป __________________________________ )

(a) with hurry

(b) with a hurry

(c) in a hurry    (ด้วยความรีบเร่ง)

(d) hurrily

ตอบ    –    ข้อ  (c)  สำหรับข้อ  (d)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “hurriedly” (เฮ้อ-รีด-ลี่) – อย่างรีบเร่ง-รีบร้อน-ฉุกละหุก-ด่วน

 

13. The mirror was broken __________________________.

(กระจกถูกทำแตก _________________________________________ )

(a) with accident

(b) by accident    (โดยอุบัติเหตุ – มิใช่เจตนาหรือตั้งใจทำ)

(c) from accident

(d) in accident

ตอบ   –   ข้อ  (b)  สำหรับข้อ  (d)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “in an accident

 

14. There were large rooms with __________________________ in the house.

(มีห้องใหญ่หลายห้อง พร้อมทั้ง ______________________________________ ในบ้าน)

(a) beautiful decorating walls

(b) beautifully decorating walls

(c) beautifully decorated walls    (ฝาผนังที่ตกแต่ง-ประดับประดาอย่างสวยงาม)

(d) beautiful decorated walls

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “decorated”   เนื่องจาก “ถูกตกแต่งประดับประดา”  และต้องใช้   “beautifully”   เพราะขยายกริยา   “decorated”   จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์

(Adverb)

 

15. The food ____________________________ by my mother tastes better than anyone else’s.

(อาหารที่ _________________________________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่าอาหารของคนอื่นๆ)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked    (ถูกปรุง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  which (that) is cooked by my mother”   โดยไม่สามารถเลือกข้อ  (a) ได้   เพราะว่าประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ   “tastes”   ดังนั้น  จะมีกริยาแท้ซ้อนอีกตัวไม่ได้  นอกจากว่าจะมีคำเชื่อม เช่น   “and

 

16. Tim was so popular that they appointed him __________________________.

(ทิมเป็นที่นิยมชมชอบมาก  จนกระทั่งพวกนั้นแต่งตั้งเขาเป็น ________________________________ )

(a) being a chairman

(b) chairmen

(c) chairman    (ประธาน)

(d) chairman’s

ตอบ   –   ข้อ  (c)  สำหรับข้อนี้จะตอบ   “as chairman”   ก็ได้

 

17. I shall leave ___________________________ tomorrow.

(ผมจะออกจาก ______________________________________ ในวันพรุ่งนี้)

(a) from Bangkok to Chiengmai

(b) Bangkok to Chiengmai

(c) from Bangkok for Chiengmai

(d) Bangkok for Chiengmai    (กรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  ต้องจำโครงสร้างนี้ให้ได้

 

18. I am too busy __________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ ______________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)  

(d) that I can’t go

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้  “To + Verb 1”  ตามหลัง  “Adjective” หรือ  “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในข้อนี้  ใช้ “to go”  เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์  “busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้  ได้แก่

-         Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

     (บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

19. She did nothing but ____________________________ .

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น ____________________________________________ )

(a) cry    (ร้องไห้)

(b) cried

(c) crying

(d) to cry

ตอบ    –    ข้อ  (a)  เนื่องจากหลัง  “But” (ยกเว้น)  และ “Except”  (ยกเว้น)  ซึ่งถือเป็น   “Preposition” ทั้ง  ๒  คำ  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)   โดยถือเป็น  “กรรม”  ของ  “But”  และ  “Except”   เช่น

-         He desired nothing except pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

-         She wants nothing but marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

This robot can do everything but smile.

   (หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง  ยกเว้นยิ้ม)

    -  There was little I could do except wait.

(มีอะไรนิดหน่อยที่ผมสามารถทำได้  ยกเว้นรอคอย)

 

20. Those people are working very __________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  สำหรับ “Hardly”  เป็น “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

      - He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

      - She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

      - They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                      สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

             ๑.   วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.  (พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.  (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.  (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

             ๒.     วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.  (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.  (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.  (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

             ๓.      ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.  (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.  (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.  (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.  (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.  (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

               ๔.      สำหรับ  “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น  “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only  (ไม่เพียงแต่), not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), not until  (ไม่จนกระทั่ง)”  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง – เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย – เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้