หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 195)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The situation is very _________________.

(สถานการณ์ __________________________ อย่างมาก)

(a) complicating    (ทำให้ซับซ้อน-ยุ่งเหยิง-ลำบาก)

(b) complicated    (ซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยุ่งเหยิง, ยากที่จะวิเคราะห์-เข้าใจ-อธิบาย)

(c) complication    (ความซับซ้อน, ความยุ่งเหยิง, การแทรกซ้อน, โรคแทรกซ้อน, สิ่งแทรกซ้อน)

(d) compliant    (คัม-ไพล้-เอิ้นท)  (ซึ่งยินยอม, ซึ่งยอมตาม, ซึ่งเชื่อฟัง)

 

2. Brian, together with his parents, __________________ hurt in the accident last year.

(ไบรอัน  รวมทั้งพ่อแม่ของเขา _________________________ ได้รับบาดเจ็บในอุบัติเหตุเมื่อปีที่แล้ว)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากประธานฯ  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย  “Together with, With, Along with, Including”  (รวมทั้ง, พร้อมกับ)  ให้ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหน้า  (Brian)  และเลือก  ข้อ  (c) “Was”  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (ปีที่แล้ว)

 

3. I have often warned you; __________________, you have persisted in doing the wrong thing.  I am not willing to give you a second chance.

(ผมเตือนคุณอยู่บ่อยๆ __________________________ คุณยังคงยืนกราน (เพียร, ดื้อรั้น) ทำผิดอยู่เรื่อยๆ  ผมจึงไม่เต็มใจที่จะให้โอกาสครั้งที่  ๒  แก่คุณอีก)

(a) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)  

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)

(c) furthermore    (ยิ่งไปกว่านั้น)

(d) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากข้อความแย้งกัน  กล่าวคือ  “ผมเตือนคุณบ่อยๆ  แต่คุณยังคงยืนกราน (เพียร, ดื้อรั้น) ทำผิดอยู่เรื่อยๆ)

 

4. Every student in those five rooms must bring _________________ own books to class.

(a) one’s    (ของคนเรา)  (ใช้กับประธานฯ “One”)

(b) his    (ของตน, ของเขา)

(c) their    (ของพวกเขา)

(d) our    (ของพวกเรา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Every student”  ถือเป็นคำนาม (ประธานฯ) เอกพจน์  และต้องใช้กับสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  “His”  ทั้งนี้  อาจใช้  “Her”  ก็ได้เช่นกัน  แต่ไม่นิยม  ในข้อนี้จึงไม่ให้  “Her”  มาเป็นตัวเลือก  เพราะจะทำให้มี  ๒  คำตอบ

 

5. The night was clear, but very cool.  A biting wind made the girls __________________ under their blankets.

(กลางคืนปลอดโปร่ง แต่อากาศเย็นมาก  ลมที่เสียดแทงทำให้เด็กผู้หญิง ____________________________ อยู่ใต้ผ้าห่มของตน)

(a) shivered

(b) shivering

(c) shiver    (ตัวสั่น, สั่นระริก)

(d) to shiver

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Make + กรรม + Verb 1”  และจงเปรียบเทียบกับ“Make + กรรม + Verb 3”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

-   The members of Parliament can make their opinions __________________________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน __________________________ ถ้ามีความอยุติธรรมใดๆเกิดขึ้น)

(a) know

(b) knowing

(c) known   (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น “Active voice” คือ กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3” (ในกรณีเป็น  “Passive voice” คือ กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ  เช่น  ในตัวอย่างที่    “ความคิดเห็น” จะเป็นผู้รู้ไม่ได้  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

               - His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice” เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

               - She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice” เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ “ถูกลงโทษ”)

 

6. It has been raining since nine o’clock in the morning; the field is wet.  I think we should call ________________ the match this evening.

(ฝนได้กำลังตกอยู่ตั้งแต่  ๙  โมงเช้า  (และ) สนามแฉะ  ผมคิดว่าเราควร ____________________________ การแข่งขันเย็นนี้)

(a) on    (“Call on + someone”  =  แวะเยี่ยมคน)

(b) at    (“Call at + some place”  =  แวะเยี่ยมสถานที่)

(c) out    (“Call out”  =  ตะโกน, เรียก)

(d) off    (“Call off”  =  ยกเลิก)

 

7. I really dislike writing love letters.  Only once in my life _______________________ that kind of letter.

(ผมไม่ชอบเขียนจดหมายรักโดยแท้จริง  มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต __________________________ จดหมายประเภทนั้น)

(a) I had written

(b) did I write    (ที่ผมเขียน)

(c) that I wrote

(d) when I wrote

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อความ   “Only once in my life”  (เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต)  เหมือนกับ  “Seldom, Hardly, Rarely, Scarcely”  (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่),  "Never"  (ไม่เคยเลย)  เมื่อนำมาไว้ข้างหน้าประโยค  ก็เพื่อต้องการเน้นย้ำข้อความนั้น  จะต้องใช้โครงสร้างดังนี้  คือ

         -   Only once in my life + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

(Only once in my life + did + I + write…………….)

       -   Seldom do they hear from their children.

(= They seldom hear from their children.)

(พวกเขาแทบจะไม่ได้ข่าวคราวจากลูกๆเลย)

       - Never will I talk to such an arrogant person.

(= I will never talk to such an arrogant person.)

(ผมจะไม่มีวันพูดคุยกับคนที่หยิ่งยโสเช่นนั้น)

                  สำหรับประโยค  “Only once in my life did I write that kind of letter.”  มีความหมายเท่ากับ  “I wrote that kind of letter  only once in my life.

                 สำหรับข้อ  ๗  นี้อาจตอบว่า  “Only once in my life + had + I + written…………..”  ก็ได้

                            ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่  ๑

         -   Hardly ___________________ when the football match began.

(______________________________  เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่  ๒

           -   Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                ตัวอย่างที่  ๓

           -    Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

            -   Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

            -   No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

             -  Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

      -  Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

      -   Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

     -   Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

     -   Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

8. A: “_________________________ coffee have you drunk today?”

(คุณดื่มกาแฟ ____________________________ วันนี้)

   B: “Three cups.”

( ๓ ถ้วยครับ)

(a) How many cups    (มากกี่ถ้วย)

(b) What kind of    (ชนิดใด)

(c) How many   (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(d) How much   (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก “Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้   จึงต้องใช้กับ “Much” สำหรับข้อ  (a)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “How many cups of

 

9. __________________________ there were bears in England.

(____________________________________  มีหมีอยู่ในประเทศอังกฤษ)

(a) Many hundreds years ago    (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(b) A hundred of years ago    (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

(c) Hundreds of years ago    (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(d) One hundred of years ago    (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรือ ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “Many hundred years ago”  หรือ ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “A hundred years ago”  หรือ ข้อ  (d) แต่ต้องแก้เป็น  “One hundred years ago

 

10. Without petrol commerce and industry would be _________________________ a standstill.

(ถ้าหากปราศจากการค้าขายน้ำมัน  (แล้วละก็)  อุตสาหกรรมจะ____________________________ชะงักงัน – หรือหยุดอยู่กับที่)

(a) on

(b) at   (at a standstill = หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)

(c) in

(d) to

(e) into

ตอบ   -   ข้อ  (b)

 

11. I can’t help ___________________________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking    (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ คำนาม จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

-   I don’t feel like ____________________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก _____________________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating    (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Feel like” (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund (Verb + ing)หรือคำนามได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider(พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”(ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม), “Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.  (เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.  (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.  (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.  (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.  (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.  (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.  (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.  (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.  (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.  (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.  (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?  (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.  (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

12. ____________________________ you keep your mouth shut, you will be safe.

(______________________________________  คุณหุบปากของคุณไว้  คุณก็จะปลอดภัย)

(a) Unless    (ถ้า.................ไม่)

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) In case of    (ในกรณีของ)

(d) So far as    (เท่าที่...............ผมรู้มา, เขาบอกผม, ฯลฯ)

 

13. __________________________ no rain here for the next few weeks.

(_________________________________  ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be    (จะไม่มี)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

 

14. In the cities _________________________ live as hard a life as they were in the villages.  

(ในเมืองใหญ่ ______________________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “The poor” หมายถึง  “คนจน”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่  ๑

-         The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –    ข้อ   ๓   แก้เป็น  “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ  ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have” (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  นอกจากนั้น  “กริยา + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่  ๓  (Past participle) ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ)  “The injured”  (คนเจ็บ)  ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

15. How _______________________ do you have your car washed?

(คุณล้างรถของคุณ (คือให้ผู้อื่นล้างให้) ______________________________ เพียงใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (กี่ครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (นาน, ยาว)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากถามเกี่ยวกับ   “ความถี่” (Frequency)   สำหรับข้อ (b)  ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “How many times in a week (month) do you have your care washed?”   หรือ  “How many times do you have your car washed in a week (month)?

 

16. You ought ___________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited   (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคในข้อ   ๑๖   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง   “Ought + to + have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

         - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น– เมื่อเดือนที่แล้ว – แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

        - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

 

17. Our plane will arrive _________________________ Tokyo at noon.

(เครื่องบินของเราจะมา _____________________________ โตเกียวในตอนเที่ยง)

(a) at

(b) in    (ถึง)

(c) to

(d) into

(e) (No word is needed.)

ตอบ    -    ข้อ  (b) “Arrive in” =มาถึง เมือง หรือ ประเทศดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่  ๑

-   This year the annual meeting takes place ______________ Seattle.

(ปีนี้  การประชุมประจำปีจัดขึ้น(เกิดขึ้น) _________________ เมืองซีแอ็ตเติ้ล)

(a) on

(b) for

(c) in    (ใน)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “เมือง”   และ   “ประเทศ” ต้องใช้   Preposition “in”  สำหรับวลีที่ต้องใช้กับ   Preposition  “In”  มีดังนี้  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”(ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน),  “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016” (ในปี ๒๐๑๖),  “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light”  (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาอังกฤษ), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”   (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”   (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง), “join in” (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก) (แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

18. We don’t allow anyone ________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม _______________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

-  He told one of the men __________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ____________________________โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + to + Verb 1”  กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูปInfinitive with to” (To + Verb 1 ) เสมอ  ได้แก่ “Expect, Want, Cause,  Force, Compel,  Invite, Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press, Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”  ตัวอย่างประโยค เช่น

-         We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

19. I want you to wait here _________________________ I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่ ________________________________ ผมกำลังซื้อผลไม้)

(a) during    (ในระหว่าง)  (ตามด้วย คำนาม หรือ วลี)

(b) while   (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) where

(d) that

ตอบ   -   ข้อ (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่  ๑

-     Did you meet my sister _____________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม _______________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบ     –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “During”   เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   ส่วน   “While”  และ   “When”  ต้องตามด้วยประโยค   (Subject + Verb)    เช่น

              - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์   อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

               - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์   อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

             - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก   จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

            - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก   จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

 

20. The floor of the sitting room in my home ________________________ a beautiful carpet.

(พื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของผม _________________________________ พรมที่สวยงาม)

(a) is covered by

(b) was covered with

(c) covers

(d) is covered with    (ถูกปูลาดด้วย, ถูกปกคลุมด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d  )เนื่องจากอยู่ในรูป   “Passive voice”  ประธานของประโยค  (The floor)  เป็นผู้ถูกกระทำคือ   “ถูกปูลาดด้วย..........”   และเป็นข้อเท็จจริง (Fact) จึงใช้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   (Present simple tense) (The floor…………is covered with……….) นอกจากนั้น  ยังใช้  “with”  แทน  “by”เนื่องจากเป็น พรม”  มิใช่  “บุคคล

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้