หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 194)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Do you always ________________ the exercise in the morning?

(คุณออกกำลัง _______________________ เป็นประจำในตอนเช้าใช่หรือไม่)

(a) make

(b) do

(c) play

(d) participate    (มีส่วนร่วม)  (ต้องตามด้วย  “In”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Do the exercise”  =  “ออกกำลัง”  นอกจากนั้น  “Do”  เมื่อใช้เป็นกริยาแท้ (กริยาหลัก) ของประโยค  ยังมีความหมายดังนี้  คือ

-         This medicine will do you good.

(ยานี้จะทำให้คุณรู้สึกสบาย)

-         She is doing her hair.

(เธอกำลังหวีผม-ทำผม)

-         This sport car does 150 miles an hour.

(รถสปอร์ตคันนี้วิ่งได้ชั่วโมงละ  ๑๕๐  ไมล์)

-         He will do his best to bring up his children. 

(เขาจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะเลี้ยงดูลูกๆ)

-         She is doing some exercises as part of her schoolwork.

(เธอกำลังทำแบบฝึกหัด  ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของงานที่โรงเรียน)

-         We have no large rooms.  Will these small ones do?

(เราไม่มีห้องขนาดใหญ่นะ  ห้องเล็กๆแบบนี้ใช้ได้ไหม)

-         Could you do me a favor?

(คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม)

-         You must do your duty.

(คุณต้องทำหน้าที่ของคุณนะ)

-         Some cold drink will do you good.

(เครื่องดื่มเย็นๆจะทำให้คุณรู้สึกสบาย)

-         We did quite a lot of work yesterday.

(เราทำงานมากมายเมื่อวานนี้)

-         They are expected to do a lot of reading.

(พวกเขาถูกคาดหวังให้อ่านหนังสือเยอะแยะ)

-         I could do with a drink.

(ผมอยากดื่มอะไรสักหน่อย)

-         All we have to know is what the device does.

(ทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องรู้  คือ  เครื่องมือนี้ใช้ทำอะไร)

-         Who is going to do the washing up?

(ใครจะเป็นคนล้างจาน-ทำความสะอาด)

-         Does anyone like doing crossword puzzles?

(มีใครชอบทำปริศนาอักษรไขว้บ้างไหม)

-         I do the cooking and Brian does the cleaning.

(ผมปรุงอาหาร  และไบรอันทำความสะอาด)

-         Have you done your homework yet?

(คุณทำการบ้านหรือยัง)

               สำหรับ   “Do”  เมื่อใช้เป็นกริยาช่วย  (Helping Verb)  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                   ๑.     ใช้ในการหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำ  (Repetition) หรือแทนคำกริยาที่กล่าวมาก่อนแล้ว   เช่น

A: Do you like Japanese food ?”

(คุณชอบอาหารญี่ปุ่นไหม)

B: Yes, I do.  (= Yes, I like Japanese food.)

(ชอบครับ)

 

A: Did you travel abroad last month?

(คุณเดินทางไปต่างประเทศเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

B: Yes, I did.  (= Yes, I traveled abroad last month.)

(ใช่ครับ)

 

-         Peter works harder than I do.  (= I work)

(ปีเตอร์ขยันทำงานมากกว่าผม)

-         Jim plays tennis better than John does.  (= John plays)

(จิมเล่นเทนนิสดีกว่าจอห์น)

 

                    ๒. ใช้ในประโยค  “Tag questions

-  Bill walks to school, doesn’t he?

(บิลเดินไปโรงเรียนใช่ไหม)

- They don’t work overtime, do they?

(พวกเขามิได้ทำงานล่วงเวลาใช่ไหม)

    -  She cooked her own meal last night, didn’t she?

(เธอปรุงอาหารกินเองเมื่อคืนวานใช่ไหม)

 

                         ๓. ใช้ในการกล่าวเสริม  ทั้งในทางคล้อยตามและปฏิเสธ  เช่น

A: She enjoys swimming in the pool.

(เธอสนุกกับการว่ายน้ำในสระ)

B: So do I.

(ผมก็เช่นเดียวกัน)

 

A: He doesn’t work at weekends.

(เขามิได้ทำงานในวันสุดสัปดาห์)

B: Neither does his wife.

(ภรรยาของเขาก็มิได้ทำเช่นกัน)

 

                   ๔. ใช้นำหน้าคำกริยา  เพื่อแสดงการเน้นย้ำกริยาตัวนั้น  มีความหมายว่า  “จริงๆ, อย่างแท้จริง, อย่างยิ่ง”   เช่น   

         - He does love his wife.

(เขารักภรรยาของเขาจริงๆ)

       - I did believe what she said.

(ผมเชื่ออย่างยิ่งในสิ่งที่เธอพูด)

          - They do work hard all their life.

(พวกเขาทำงานหนักจริงๆตลอดชีวิต)

 

                 ๕.  ใช้นำหน้าประโยคคำสั่งหรือขอร้องเพื่อแสดงการเน้นย้ำกริยาที่มันนำหน้า  (คือ  ขอให้ทำเช่นนั้นให้ได้)  คล้ายกับใน  ข้อ  ๓  เช่น

-        Do listen to me.  (จงฟังผมนะ)

-        Do believe what she said.  (จงเชื่อในสิ่งที่เธอพูด)

-        Do come to see me at my home tomorrow.  (จงมาพบผมที่บ้านวันพรุ่งนี้)

-        Do be careful.  (จงระมัดระวังนะ)

 

                   . ใช้ในประโยคสั่งห้าม  หรือขอร้องไม่ให้ทำ  เช่น

     -  Don’t make a loud noise here.

(อย่ามาส่งเสียงดังที่นี่)

     - Don’t come to work late.

(อย่ามาทำงานสาย)

     - Don’t tell others what I told you.

(อย่าบอกคนอื่นเรื่องที่ผมเล่าให้คุณฟัง)

     - Don’t be jealous of other people’s success.

(อย่าอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น)

 

2. I hope you will try ________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า  และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหนึ่ง”  ให้ใช้  “A little, A bit หรือ A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter” (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important (สำคัญกว่าเล็กน้อย)  เป็นต้น

                       ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much” และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-         She looks much ___________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ______________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than” ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้ Very”  แทน  “Much” เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ “Far”  เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้  “Very

               ตัวอย่างที่ ๒

-         The scenery looks ________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย” เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามากฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้ ๒ คำ คือ  “Much” และ “Far”  ห้ามใช้“  Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “far more pleasant” ก็ได้

                   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก) “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful” (สวยกว่ามาก)

 

3. He will do it if he _________________.

(เขาจะทำมันถ้าเขา __________________________ )

(a) can to

(b) is able

(c) is possible    (เป็นไปได้)

(d) is able to    (สามารถ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Is (am, are) + able + to”  เสมอ   ส่วน “Can” ไม่ต้องตามด้วย    “To”  สำหรับข้อ  (c)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคเป็น  “He will do it if (it is) possible.” (เขาจะทำมันถ้าหากเป็นไปได้)

 

4. There is no need ___________________ all to study slang.

(ไม่มีความจำเป็น _________________________ เลย  ที่จะศึกษาสแลง  -  คือภาษาตลาด หรือ ภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนหรืออาชีพ)

(a) for

(b) at    (ใดๆ)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ  (b) “At all”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  หมายถึง  “ไม่.........เลย”  “ไม่..........สักนิด”  “ไม่.............โดยสิ้นเชิง”  เช่น ในประโยค 

         - I don’t like this movie at all.

(ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว)

        - There was no use at all to apologize after you had made such a big mistake.

(ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดที่จะมาขอโทษ  หลังจากคุณได้ทำความผิดอย่างใหญ่โตเช่นนั้น)

        - She does not love him at all.

(เธอไม่ได้รักเขาแต่อย่างใดเลย)

                    สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้   Preposition  “At”   ได้แก่“at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ)“  at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง) “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “to remain at liberty”  (ยังคงมีอิสรเสรี)  “to be at war”  (ทำสงคราม)  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job” (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s” (ที่ร้านทำผม)  “at church” (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “at work” (ที่ทำงาน)  “at school” (ที่โรงเรียน)  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)

 

5. Do you find ___________________ difficult to study German?

(คุณพบว่า _______________________ ยากที่จะศึกษาภาษาเยอรมันไหม)

(a) any

(b) yourself

(c) it    (มัน)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + find + it + Adjective + to + Verb 1”  เช่น

-         We find it hard to believe what he said.

(เราพบว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

-         I found it impossible to win the first price in lottery.

(ผมพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑)

-         She finds it necessary to get a job before getting married.

(เธอพบว่าจำเป็นที่จะต้องได้งานทำก่อนแต่งงาน)

-         They found it unbelievable to see a UFO flying close to their home.

(เขาพบว่าแทบไม่น่าเชื่อที่ได้เห็นจานผีบินอยู่ใกล้บ้านของพวกเขา)

 

6. I’m not used __________________ to in that impolite way.

(ผมไม่คุ้นเคยกับการ ______________________ ด้วยในแบบที่ไม่สุภาพเช่นนั้น)

(a) to speak

(b) to be spoken

(c) to being spoken    (ถูกพูดคุยด้วย)

(d) to be speaking

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Be used to” หรือ “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นรูป   “Active voice”  (ประธานของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา)   แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Be + Verb 3)  เนื่องจากประธานฯเป็นผู้ถูก กระทำ  (ถูกพูดคุยด้วย)   ดังนั้น  เมื่อ “Gerund” (Verb + ing)  และ  “Passive voice” (Be + Verb 3)  มารวมกัน  จะได้โครงสร้างดังนี้  คือ  “Being + Verb 3” กล่าวคือ  ได้มาจาก  “Get used to + Verb ing” + “Be + Verb 3”  โดยเอาตัวหลังของคำหน้า  +  ตัวหน้าของคำหลัง  ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็น  “Get used to + being + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-     She is (gets) used speaking to her neighbors.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการพูดคุยกับเพื่อนบ้าน)  (เป็น Active voice เพราะเธอเป็นผู้พูด – ผู้กระทำ)

-      She is not (does not get) used to being spoken to in that rude manner.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกพูดคุยด้วย  ในกริยาท่าทาง (ของผู้พูด) ที่หยาบคายเช่นนั้น)  (เป็น  Passive voice  เพราะเธอเป็นผู้ถูกพูดด้วย – ผู้ถูกกระทำ)

              สำหรับตัวอย่างของ “Be (get) used to”  แบบ “Passive voice”  เช่น

          - The students are not used to being assigned so much work.

(นักเรียนไม่คุ้นเคยกับการถูกมอบหมายงานให้ทำในปริมาณมาก)

         - We do not get used to being told to get up so early.

(เราไม่คุ้นเคยกับการถูกบอกให้ตื่นนอนแต่เช้ามากๆ)

         - She is not used to being invited to a party filled with so many celebrities.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกเชื้อเชิญไปงานเลี้ยง  ที่เต็มไปด้วยคนมีชื่อเสียงจำนวนมากมาย)

 

7. On Sundays, many children spend their time ________________.

(ทุกๆวันอาทิตย์  เด็กจำนวนมากใช้เวลาของตน ________________________ )

(a) to watch a television

(b) to watch the television

(c) watching television    (ดูโทรทัศน์)

(d) to watch television

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Subject + Spend + กรรม + Verb + ing” (He spent two hours reading in the library)  (เขาใช้เวลา ๒ ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)   สำหรับ  “Watch television”   ไม่ต้องมี  “A” หรือ “The

 

8. An announcement _______________ to be made in Bangkok.

(การประกาศ ______________________ ว่าจะถูกทำขึ้นในกรุงเทพฯ)

(a) has believed

(b) believed

(c) had believed

(d) is believed    (ถูกเชื่อ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  กล่าวคือ  ประธานของประโยค  คือ  “An announcement”  (เป็นเอกพจน์)   ถูกกระทำ  คือ  “ถูกเชื่อ” 

 

9. I met ____________________ on my way to the North.

(ผมพบ _____________________________ ในระหว่างเดินทางไปภาคเหนือ)

(a) an old friend of mine    (เพื่อนเก่าของผมคนหนึ่ง)

(b) my friend of old

(c) an old friend of me

(d) one of old friends

ตอบ   -   ข้อ  (a)  สำหรับข้อ  (d)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “one of my old friends

 

10. The headmaster watched his students ________________ school.

(ครูใหญ่เฝ้ามองนักเรียนของตน____________________________ โรงเรียน)

(a) leaving from

(b) to leave from

(c) leave    (เดินทางออกจาก)

(d) left

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Subject + Watch +  กรรม + Verb 1” (Verb 1 = Infinitive without to)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-         What she saw made her __________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ____________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Make +กรรม + Verb 1

              ตัวอย่างที่ ๒

-       The manager let everyone _________________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน__________________________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

(c) left

(d) leave    (เดินทางออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Watch, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑  ที่ไม่มี to”  นำหน้า  ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She lets them play in the field.  (เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.  (เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.  (ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street. (เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.  (เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

11. Some die ___________________ their own carelessness.

(บางคนตาย ______________________________ ความประมาทของตนเอง)

(a) of    (ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ)  (อีกความหมายคือ  อยากอย่างมาก เช่น น้ำ หรือ อาหาร)  (He is dying of water.  =  เขากระหายน้ำอย่างมาก)

(b) by    (ตายด้วยอาวุธ  เช่น  มีด, ปืน)

(c) with

(d) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (= Due to = Because of = On account of)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “ashamed”  (ละอาย, กระดาก)  -  She was ashamed of his conduct.  (เธอละอายในความประพฤติของเขา),  “in charge of”  (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว),  “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒  ใน  ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 

12. Your daughter is very ill.  Why didn’t you send _______________ a doctor?

(ลูกสาวของคุณป่วยหนัก  ทำไมคุณจึงไม่ ______________________ หมอ)

(a) to

(b) for    (ตามหา, เรียกหา)

(c) after

(d) her

ตอบ   -   ข้อ  (b)   “Send for”  หมายถึง  ตามตัวมา, เรียกตัวมา, เรียกหา, ตามหา  (โดยการส่งข่าวสารไปถึงผู้นั้น)  ในข้อนี้  คือ  “ตามหมอมา”   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                      สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                        ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

                       สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For” ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย   แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),   เป็นต้น

 

13. Did you leave a message ___________________ his servant?

(คุณได้ฝากข้อความ _______________________ คนรับใช้ของเขาหรือไม่)

(a) with    (ไว้กับ)

(b) to

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ส่วน  “Leave it to someone”  หมายถึง  “ปล่อยให้ผู้นั้นรับผิดชอบเรื่องนั้น  หรือรับมือกับสถานการณ์นั้น”   เช่น

               - Leave it to the repairman, he will fix your car.

(ปล่อยให้เป็นเรื่องของนายช่างคนนั้น  เขาจะซ่อมรถของคุณเอง)

                      สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”   ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                         คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  –  I’m pleased with your performance.  (ผมพอใจกับการทำงานของคุณ),  “popular”  (เป็นที่นิยม)  –  She is popular with her friends.  (เธอเป็นที่นิยมชมชอบของเพื่อนๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  I’m satisfied with my new workplace.  (ผมพึงพอใจกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง),  “familiar”  (คุ้นเคย),  “patient”  (อดทน),  “friendly”  (เป็นมิตร),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”)เป็นต้น

                        กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  Compare this sentence with that one.  (จงเปรียบเทียบประโยคนี้กับประโยคนั้น),  compete  (แข่งขัน)  -  Most countries have to compete with their neighbors.  (ประเทศส่วนใหญ่จำเป็นต้องแข่งขันกับเพื่อนบ้านของตน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน),  “begin”  (เริ่มต้น),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม),  เป็นต้น

 

14. I wish I could ___________________ drinking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ ____________________________ การดื่มเหล้า)

(a) give way

(b) give away    (ยกให้ไป)

(c) give up    (ยุติ, เลิก)

(d) give out    (แจก, แจกจ่าย)

 

15. I am _____________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) ________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

          - I am too weak to lift this heavy stone.

          - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

         - I am not strong enough to lift this heavy stone.

         - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

         - I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                 ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

       - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

     - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

     - The car is not big enough for us to get into it.

     - The car is so small that we cannot get into it.

    - It is so small a car that we cannot get into it.

    - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

16. This is the house ___________________ I live in.

(นี่คือบ้าน (ซึ่ง) ____________________________ ผมอาศัยอยู่)

(a) where

(b) at

(c) in which

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดๆ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่  ๑

-        The hotel ___________________ was very comfortable.

(โรงแรม __________________________ มีความสะดวกสบายมาก

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี  “where”  แล้ว ห้ามใช้  “in”อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “in which”  มีความหมายเท่ากับ  “where”  สำหรับข้อนี้   นอกจากตอบในแบบข้อ  (d)  แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก   คือ

     - (d) in which I slept last week

     - which I slept in last week

     - that I slept in last week

     - where I slept last week

หมายเหตุ   –   ห้ามใช้  “in that I slept last week

สำหรับประโยคในข้อ   ๑๖  สามารถใช้ได้หลายรูปแบบเช่นเดียวกัน  (โดยมีความหมายเหมือนกัน)   คือ

-   This is the house I live in

-   This is the house where I live.

-   This is the house in which I live.

-   This is the house which I live in.

-   This is the house that I live in.

 

17. Tim expects to graduate from the university _______________ next month.

 (ทิมคาดหวังว่าจะจะการศึกษาจากมหาวิทยาลัย __________________ เดือนหน้า)

(a) by    (ราวๆเวลา,  ก่อน)

(b) in

(c) at

(d) on

ตอบ   -   ข้อ    (a)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่   “It is now twelve o’clock by my watch.”  (ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยง  จากนาฬิกาของผม),  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง),   “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

 

18. ____________________ for your help, I would never have done it.

(_____________________________ เป็นเพราะความช่วยเหลือของคุณ  ผมคงไม่มีทางทำมันได้)

(a) Unless

(b) Without

(c) Had it not been    (ถ้ามันมิใช่)

(d) If it should not have been

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือเหตุการณ์เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  โดยแปลงรูปมาจาก  “If it had not been”  ทั้งนี้  ความจริงที่เกิดขึ้น  คือ  “เพราะคุณช่วยเหลือผม  ผมเลยทำได้สำเร็จ”  (ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง  

                 ตัวอย่างที่  ๑

-      He helped me, otherwise I ___________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓ (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้  “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่  ๒

-      ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________________________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                      นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                     ตัวอย่างที่  ๓

-  Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _____________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                        ตัวอย่างที่  ๔

-  If you had returned the library book on time, you _____________________ .

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                      ตัวอย่างที่  ๕

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear    (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                       ตัวอย่างที่  ๖

-   Tom _________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม__________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                       ตัวอย่างที่  ๗

-  Nancy __________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ____________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                       ตัวอย่างที่  ๘

-   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)เลย    โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-  If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

- If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

- She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                 จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

-  I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย– แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-  If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

- If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

                       นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

-     If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

- If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

- If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

- She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วยจึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

                             สำหรับในข้อ  ๑๘  ข้อ  (a)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  Unless it had been”  (= If it had not been)  หรือตอบข้อ  (b)  ก็ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “Without your help

 

19. He is so poor that he has no __________________ to wear.

(เขายากจนมากจนกระทั่ง  เขาไม่มี _________________________ จะสวมใส่)

(a) cloth    (ผ้าเป็นชิ้นๆ)

(b) cloths    (ผ้าหลายๆชิ้น)

(c) clothes    (เสื้อผ้า, เครื่องนุ่งห่ม – เป็นพหูพจน์เสมอ)

(d) clothe    (เป็นคำกริยา หมายถึง สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)

 

20. _____________________ you travel in ideal weather, sea journeys take a long time.

(_______________________________ คุณเดินทางในสภาพอากาศที่ดีเยี่ยม  การเดินทางทางทะเลใช้เวลานาน)

(a) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(b) If    (ถ้า)

(c) Even if    (ถึงแม้ว่า,  แม้ว่า)

(d) If even    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   –   ข้อ  (c)  “Even if = even though = though = although”  (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)   สำหรับ  “Even”  ใช้ดังนี้  คือ

          - The hotel had everything.  There was even a swimming pool.

  (โรงแรมมีทุกสิ่งทุกอย่าง  มีแม้กระทั่งสระว่ายน้ำ)

          - She liked him even when she was quarreling with him.

   (เธอชอบเขา  แม้กระทั่งตอนที่เธอกำลังทะเลาะกับเขา)

           - I will give the details to no one, not even to you.

    (ผมจะไม่ให้รายละเอียดกับใคร  ไม่ให้แม้กระทั่งคุณ)

          - No one dared even to whisper.

   (ไม่มีใครกล้า (พูด)  แม้กระทั่งกระซิบ)

          - Tomorrow might be even better.

   (พรุ่งนี้อาจจะแม้กระทั่งดีกว่า – เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดมา)

          - People seemed content, even happy.

     (ผู้คนดูเหมือนว่าพึงพอใจ   ถึงขนาดมีความสุขเลยทีเดียว)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้