หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 193)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “How __________________ will that clock go without winding?”

(_____________________  เท่าใด  ที่นาฬิกาเรือนนั้นจะเดินโดยไม่ต้องไขลาน)

   B: “Just twenty-four hours.  I have to wind it daily.”

“เพียง ๒๔ ชั่วโมงเท่านั้น  ผมจำเป็นต้องไขลานมันทุกวัน”

(a) soon    (เร็ว)  (ใช้กับเวลา ช้า-เร็ว)

(b) often    (บ่อย)

(c) good   (ดี)

(d) long    (นาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากถามถึง   “ความยาวนานของเวลา”  ที่นาฬิกาเดินไปได้โดยไม่ต้องไขลาน

 

2. The houses here are a little less modern than ______________ in the city.

(บ้านที่นี่มีความทันสมัยน้อยกว่านิดหน่อย  (เทียบกับ) ___________________ ในเมือง)

(a) that

(b) those   (บ้าน)

(c) ones

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

-         The air of the hills is cooler than ______________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _____________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้ เอกพจน์  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้ “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “อากาศ” และ “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

           - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

        - The students in this class are more hard-working than those in that class. (นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

          - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

3. House owners pay a tax __________________ their property.

(เจ้าของบ้านจ่ายภาษี __________________________ ทรัพย์สินของตน)

(a) on   (เพื่อ)

(b) for

(c) to

(d) from

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “Pay a tax + on +   ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่  on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on”  (ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average(โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.(ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา), have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),the posters on the walls(โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen(รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),  เป็นต้น

 

4. Always ______________ honest in whatever you do.

(_______________________  ซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

(a) are

(b) being

(c) be   (จง)

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่  ๑

-         ___________________ patient, and you will succeed.

(___________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be   (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์ เช่น  Patient” (อดทน)  “Careful” (ระมัดระวัง)  “Hopeful”  (มีความหวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย   “Be”  สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ   เช่น

                ตัวอย่างที่  ๒

-         If you need any help filling out the forms, ______________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้__________________   ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b)  asking

(c) asks

(d)  ask    (ถาม)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในที่นี้ คือ “ask somebody at the front desk)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า  “Ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)   จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่   ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

                   ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Be” เสมอ เช่น

-        Be careful. (จงระวัง)

-        Be patient. (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people. (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                     อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You” เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise. (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late. (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working.

    (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                    ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Don’t be” เสมอ  เช่น

-        Don’t be late for class. 

     (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street. 

     (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work.  

     (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

5. I remember that restaurant; we stopped there _______________ on our way to Hua-Hin. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น _____________________ ในระหว่างทางไปหัวหิน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร (Stop to eat)  โดยมีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1)   และGerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop” แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อให้)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ  คือลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

     (เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด   (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

6. One hour doing good __________________ a hundred in prayer.

(ทำความดี ๑ ชั่วโมง ___________________________ สวดมนตร์ ๑๐๐ ครั้ง)

(a) does worth

(b) is worth   (มีค่า)  (หมายถึง มีค่าเท่ากับ)

(c) has worth

(d) makes worth

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Worth”  ในที่นี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง  “มีค่า”  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be” (Is)  ตามประธานของประโยค คือ “One hour

 

7. The flood waters are ____________________.

(น้ำท่วม __________________________________ )

(a) out from control

(b) out off control

(c) out of control    (ไม่สามารถควบคุมได้)

(d) away from control

 

8. The heat of the sun __________________ transmitted to the earth by radiation.

(ความร้อนของดวงอาทิตย์ _________________________ ส่งผ่านมายังโลกโดยการแผ่รังสี)

(a) had

(b) was

(c) has

(d) is    (ได้รับการ, ถูก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน(Present simple tense)  และต้องอยู่ในรูปในรูปของ  “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค  คือ  “The heat”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (และมี   “of the sun” ขยาย)   เป็นผู้   “ถูกกระทำ” (ถูกส่งผ่านมายังโลก)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + is + Verb 3

 

9. She ____________________ a few pounds since then.

(เธอ _______________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained   {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ    -     ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}   ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “Present perfect tense” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่  ๑

-         I ___________________ to Japan several times.

(ผม _____________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป– ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ   –    ข้อ   (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะ ข้อ ๓

                      ๑.  ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จากjust =  เพิ่งจะ,  recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

            - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

           - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

            - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                   ๒.  ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้ เช่น

           - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

           - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

           - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

              - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

            - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                     ๓.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For = เป็นเวลา(For + ความยาวของเวลา), Since = ตั้งแต่  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

           - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                      ๔.  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”    เช่น

              - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

               - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

-    Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

              - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

               - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                    ๕.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต   และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over”  (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,   “this is the first (second) time”  =  นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ ๒)  เช่น

           - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

             - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

            - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

            - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖.  ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  “Superlative degree”   เช่น

            - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

           - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

         - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

        - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗.  ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “this morning,  this week,  this month,  this year” เช่น

            - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

             - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้  –  คืองานเสร็จแล้ว)

                  แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ   ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

             - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

             - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘.  ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด   แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

              - I have lost my key.(ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

                - I have locked the door. (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

                - John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

                        แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2) เช่น

-  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

- She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

10. They will get ____________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ____________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Get used to”  หรือ  “Be (is, am, are, was, were) used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)  ส่วน  “Used to”  =  “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่  ๑

-      My grandfather __________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ___________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๒

-         He got used to _____________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ    –    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน) ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็น  Preposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน ก็ได้  ดังตัวอย่าง เช่น

             -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

             - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

         - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ   “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-  He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

11. ____________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(___________________________  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากประธานประโยค คือ  “I”  เป็นผู้  “ถูกเตือน” โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓  (Past participle) ซึ่งแสดงการ   “ถูกกระทำ” (Passive voice) นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา คือ   “ถูกเตือน”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-     Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)         เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน (Ballet) โดยทำหน้าที่เป็น “Adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

            ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

              - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

             - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

            - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา   คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                       สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า   คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

        (ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

       (ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

       (ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

      (เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

12. We have not _________________ yet about what is happening.

(เรายังไม่มี ___________________________ เกี่ยวกับว่ามีอะไรเกิดขึ้น)

(a) much informations

(b) many informations

(c) much information    (ข้อมูลข่าวสารมากมาย)

(d) (Amany information

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Information”  เป็นนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถเติม  s ได้  และต้องใช้กับ   “Much

 

13. It was ________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ________________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house    (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

         - It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……..  เช่น

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

        - It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……….เช่น

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

-                      Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ……เช่น

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

-                      They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that……เช่น.

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

-  Noun (พหูพจน์) are (were) + so + adjective + that …………

(The cars are so small that we can’t get into them.)

 

14. They _____________________ buried their gold in the ground outside the city.

(พวกเขาฝังทอง _____________________________ ในพื้นดินนอกเมือง)

(a) secret    (ความลับ, สิ่งที่ปกปิด, ลับ, เป็นความลับ, เร้นลับ) (เป็นคำนามและคุณศัพท์)

(b) secrecy    (ความลับ, การปิดบัง) (เป็นคำนาม)

(c) secretary    (เลขานุการ)

(d) secretly    (อย่างลับๆ) (เป็นกริยาวิเศษณ์)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากขยายกริยา  “ฝัง”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

15. The hotel _________________ was very comfortable.

(โรงแรม __________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้  “in” อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “in which”  มีความหมายเท่ากับ  “where”  สำหรับข้อนี้   นอกจากตอบในแบบข้อ  (d)  แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ   ได้อีก   คือ

   - (d) in which I slept last week

     - which I slept in last week

     - that I slept in last week

     - where I slept last week

หมายเหตุ   –   ห้ามใช้   “in that I slept last week

 

16. Very ________________ people in the United States have servants in their home.

(ผู้คน _________________________ มากในสหรัฐฯ มีคนรับใช้ในบ้านของตน)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง  “Very”  ต้องตามด้วย  “Few”  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)   หรือ “Little”  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)ดังตัวอย่างข้างล่าง

            - Very few people live to the age of 100.

(น้อยคนมากมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี)

             - Very few students get a scholarship each year.

(นักเรียนน้อยคนมากได้ทุนเล่าเรียนในแต่ละปี)

             - The couple invited very few guests to their wedding ceremony.

(สามีภรรยาคู่นั้นเชิญแขกน้อยมากมาที่งานแต่งงานของตน)

             - Very little knowledge is dangerous.

(ความรู้น้อยมากเป็นอันตราย)  (หมายถึงความรู้น้อยย่อมถูกหลอกต้มได้ง่าย  หรือหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก)

            - Most children from poor families obtain very little education.

(นักเรียนส่วนใหญ่จากครอบครัวที่ยากจน  ได้รับการศึกษาน้อยมาก)

            - People in remote area normally get very little information.

(ผู้คนในพื้นที่ห่างไกล  ปกติแล้วได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยมาก)

 

17. The baby takes three _________________ of cereal with an ounce of milk.

(เจ้าเด็กทารกคนนั้นกินธัญพืช (ข้าว) ๓ __________________  พร้อมกับนม  ๑ ออนซ์)

(a) spoons full

(b) spoonsfull

(c) spoonsfuls

(d) spoonfuls    (ช้อนเต็มๆ)  (คือ ปริมาณเต็มช้อนหนึ่งๆ)

 

18. I shall look forward __________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ _____________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing    (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ    -    ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

-         I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่

Look forward to” (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง)“Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Admit”  (ยอมรับ),  “Devote…..to”  (อุทิศ............ให้กับ),  “Dedicate………to”  (อุทิศ............ให้กับ),  “Apply……to”  (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

               - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-    He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

           - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

           - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

               - He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

         - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

        - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work.

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

19. We shall die some day; _________________ all men are mortal.

(เราจะต้องตายวันใดวันหนึ่ง;______________________ มนุษย์ทุกคนต้องตาย)

(a) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(b) for    (เพราะว่า)

(c) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม, อย่างไรก็ตาม)

(d) not    (ไม่, ไม่ใช่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรือ  อาจใช้   “Because, Since, As”  (เพราะว่า, เนื่องจาก)  ก็ได้

 

20. I wish you _________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ___________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-         I wish I __________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-    I wish today ____________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  ผมมิได้เรียนภาษาเยอรมันตอนผมเป็นเด็กนักเรียน)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb” แต่   “that”  มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·               ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·               ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น  “Past perfect”  (Had + Verb 3)   เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               -         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·               ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb” เป็น “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย   คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา   หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่น

          - I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

          - She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

         - They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                      อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

          - They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

         - She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

        - He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

        - They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                 สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ    “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

          - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

         - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

         - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้