หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 189)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I need to get ____________________.

(ผมต้องการ ___________________________ )

(a) polishing my shoes

(b) my shoes polishing

(c) my shoes polished    (ขัดรองเท้าของผม)  (คือ ให้คนอื่นขัดให้)

(d) polished my shoes

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Causative use”   ที่เป็น  “Passive voice”  คือ  “ใครใช้ให้อะไรถูกทำ (โดยใคร)”  {Subject + Get (Have) + Something + Done (Verb 3) + (By someone)} ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “I (need to) + get (have) + my shoes + polished”  (ผมต้องการให้รองเท้าถูกขัด  -  โดยผู้อื่น)  แต่ในภาษาไทย  นิยมพูดว่า  “ผมต้องการขัดรองเท้า”  แต่ในกรณีที่เป็น  “Active voice”  (ใครใช้ให้คนอื่นทำอะไร)  จะใช้ว่า  {Subject + Get + Someone +To do + Something} หรือ  {Subject + Have + Someone + Do + Something}  เช่น

-         I get John to wash my car.

(= I have John wash my car.)

(ผมใช้ให้จอห์นขัดรถให้ผม)

 

2. What time did you arrive _________________ last night?

(คุณมาถึง ____________________________ เวลาใดเมื่อคืนนี้)

(a) at home

(b) to home

(c) into home

(d) home    (บ้าน)

 

3. He says he __________________ come if he was free.

(เขาพูด (ว่า) เขา _________________________ มา  ถ้าเขามีเวลาว่าง)

(a) would    (จะ)

(b) will

(c) must

(d) need

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  หรือ  “Present unreal” (เกิดได้ยาก  หรือไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน  (แม้จะมีรูปเป็นอดีตก็ตาม)  คือ  เขาจะมา (ในปัจจุบัน)  ถ้าเขามีเวลาว่าง  แต่จริงๆแล้ว  ผู้พูดเชื่อว่า  “ตัวเขาเองคงจะไม่มา  เพราะเขาคงไม่มีเวลาว่าง”  (คือ  โอกาสที่จะมามีน้อย)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑

-   Mother could have more time for rest if the family _____________________ a washing machine.

(แม่สามารถมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น  ถ้าครอบครัว _________________ เครื่องซักผ้า)

(a) has

(b) had    (มี)

(c) has had

(d) would have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  หรือ  “Present unreal”  (เกิดได้ยาก  หรือ  ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  เป็นการกล่าวถึงเงื่อนไขของเหตุการณ์ในปัจจุบัน  ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก  หรือไม่เกิดขึ้นจริง  (เช่น  ถ้าเขาเป็นนก........., ถ้าเธอเป็นราชินี.............., ถ้าพวกเขาเป็นเศรษฐี............ซึ่งทั้งหมดไม่เกิดขึ้นจริง)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากในปัจจุบัน  {โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อย  แต่ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)  เกิดขึ้นจริง   เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause) ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย}  เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ  แม่มีเวลาพักผ่อนน้อย  เพราะครอบครัวไม่มีเครื่องซักผ้า  ทั้งนี้  โครงสร้างของประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  คือ  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ประกอบด้วย  “Subject + Would (Should, Could, Might) + Verb 1”  ส่วนในประโยคย่อย  (If clause)  ประกอบด้วย    “If + Subject + Verb 2”  จึงต้องตอบข้อ  (b) “Had

               ตัวอย่างที่  ๒

-         Provided Jimmy _________________ time and money, he would travel around the world.

(ถ้าจิมมี่ ________________________ เวลาและเงิน  เขาจะเดินทางรอบโลก)

(a) had had

(b) would have

(c) had    (มี)

(d) would have had

ตอบ   -    ข้อ   (c)  “Provided Jimmy  =  If Jimmy”  จึงเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒   (Present unreal)   คือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก  (หรือไม่เป็นจริง)  ในปัจจุบัน  เนื่องจาก  เหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ   “จิมมี่ไม่มีเวลาและเงิน  เขาจึงมิได้เดินทางรอบโลก”  (ดังนั้น  เหตุการณ์ที่จิมมี่จะเดินทางรอบโลกคงเกิดได้ยาก  เนื่องจากเขาไม่มีเวลาและเงิน  ในปัจจุบัน)  (แต่ถ้ามี ฯ  ก็จะเดินทาง ฯ  แต่คงเป็นไปได้ยาก)  ทั้งนี้  ใน  “If clause”  ใช้  “Provided (If) + Subject + Verb 2”  ในกรณีของประโยคข้างบน  คือ  “Had” (Verb 2) 

 

4. How many people ___________________ to the party?

( ___________________________ คนกี่คนมาที่งานเลี้ยง)

(a) you will invite

(b) you have invited

(c) will you invite    (คุณจะเชิญ)

(d) you invite

 

5. A person with a good education is _________________ happier than a person with a poor education.

(บุคคลที่มีการศึกษาดี _________________________ มีความสุขมากกว่าบุคคลที่มีการศึกษาต่ำต้อย)

(a) likely to be more

(b) likely to be    (เป็นไปได้ว่า, น่าจะเป็นไปได้ว่า, เหมาะสม, สมควร)

(c) as likely as    (เป็นไปได้เท่าๆกัน, เหมาะสมพอๆกัน)

(d) as likely

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Likely + to + Verb 1

 

6. What is wrong _________________ your car?

(มีอะไรผิดปกติ __________________________ รถของคุณหรือ)

(a) to

(b) of

(c) with    (กับ)

(d) in

 

7. Very few people live __________________ the age of ninety.

(น้อยคนนักที่มีชีวิต ____________________________ อายุ  ๙๐  ปี)

(a) at

(b) in

(c) to    (ถึง)

(d) after

ตอบ    –    ข้อ   (c)  “Live to  =  มีอายุถึง  ส่วน   “Die at  =  ตายเมื่ออายุ  เช่น   “He died at the age of sixty.”   (เขาตายเมื่ออายุ  ๖๐  ปี)

 

8. The baby was dropped out of the bedroom window into a big net _____________________ by the firemen.

(เด็กทารกถูกหย่อนลงมานอกหน้าต่างห้องนอน  ลงไปในตาข่ายขนาดใหญ่ที่ ____________________________ โดยพนักงานดับเพลิง)

(a) hold    (จับหรือถือ)

(b) which was to be held

(c) held    (ถูกจับหรือถือ)

(d) which would be held    (ซึ่งจะถูกจับหรือถือ)

ตอบ    –    ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  “………..(a big net) which (that) was held by the firemen”  “ตาข่ายซึ่งถูกจับหรือถือไว้โดยพนักงานดับเพลิง

 

9. I object _____________________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) __________________________ ข้อเสนอของคุณ)

(a) to    (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบ   –   ข้อ (a)   “Object to”  หมายถึง  “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย”  เช่น

         - We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอมเป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)

 

10. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and __________________.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน  คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ)  เป็นธรรมและ _______________________ )

(a) reason    (เหตุผล)  (เป็นคำนาม)

(b) reasonable    (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless    (ปราศจากเหตุผล)

 

11. I will give you _____________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด ____________________________ แก่คุณ ในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เมื่อเป็นคำคุณศัพท์)  (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

 

12. “A corner shoe store” means “____________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน” หมายถึง ___________________________ )

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต   คือ  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “s”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลังดูเพิ่มเติม “นามประกอบ” จากคำต่อไปนี้

    - bus station (สถานีรถประจำทาง)

    -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งประชาชนทั่วไป หรือพนักงานบริษัท)

    -  bus service (บริการรถประจำทางหรือรถรับส่งพนักงาน)

    -  flower garden (s) (สวนดอกไม้)

    -   wood house (บ้านไม้)

    -  steel table (s) (โต๊ะเหล็ก)

    -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

    -  personnel development (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s) (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)(ราคาสินค้า)

    -  price competition (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s) (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s) (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s) (คู่ค้า)

   -  leather belt (เข็มขัดหนัง)

    -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

 

13. I don’t know ___________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ _________________________ )

(a) how

(b) whom

(c) what    (อะไร)

(d) why

ตอบ   –   ข้อ   (c)  ซึ่งมีความหมาย คือ   “ไม่รู้ว่าจะทำอะไร”   คือ ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ผู้พูดๆในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด  ส่วนถ้าจะตอบข้อ  (a) ต้องแก้เป็น  “how to do it”  หรือถ้าจะตอบข้อ  (d)  ก็ต้องแก้เป็น  “why I have to do it”  (ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

 

14. Household goods are __________________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ ________________________ เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as    (สิ่งต่างๆ เช่น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่างซึ่งมีมากกว่า  ๑  สิ่ง จึงต้องใช้ things”  และ  “such”  ใช้คู่กับ  “as

 

15. The man ___________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ________________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

       - His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

       - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

       - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

       - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
       - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

16. In this much-travelled world, there are still _______________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี ______________________ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places    (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบ   –   ข้อ  (b)  หรืออาจใช้   “many thousands of places

 

17. Billy is often in difficulties ____________________ money.

(บิลลี่มักพบกับความยุ่งยากบ่อยๆ _____________________ เรื่องเงินๆทองๆ)

(a) of

(b) on

(c) with

(d) about    (เกี่ยวกับ)

(e) from

 

18. I saw the coach on the field after the game, and he seemed __________________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ______________________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel, Become, Grow, Get, Seem, Appear, Taste, Prove, Sound, Remain, Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่าLinking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

        - She felt good after a long sleep.

       (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

       - He looked happy when his friends came to see him.

     (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

       - The milk in that glass tasted sour.

     (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

       - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

                     (อธิบายเพิ่มเติม)  คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่   Be (Is, Am, Are, Was, Were) (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ), Turn  (กลายเป็น) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  เสมอ   เช่น

-        Tom became rich.  (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.  (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.  (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.  (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.  (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale(เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.  (ซุปมีรสหวาน)

 

19. He is one of those who ___________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง ___________________________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending    (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  ต้องใช้กริยา  “Enjoy” ตาม  “Those”   ส่วน  “Enjoy + Verb + ing”  เนื่องจากโครงสร้าง  “One of those  (หรือ the + Noun พหูพจน์) + Who + Verb พหูพจน์  (เช่น  Are, Have, Play, Eat )กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “Those” หรือ   “นามพหูพจน์”  เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

            สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing) หรือคำนาม  ได้แก่  Avoid (หลีกเลี่ยง)  Consider (พิจารณา) Suggest (แนะนำ)  Enjoy (สนุกสนาน)  Finish (ทำเสร็จ)  Appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  Allow (อนุญาต) Permit  (อนุญาต)  Postpone (เลื่อนออกไป)  Practice (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม)  Prohibit (ห้าม)  Mind (รังเกียจ)  Deny (ปฏิเสธ)  Resist (ยับยั้ง, ระงับ)  Recall (นึกได้, ระลึกได้)  Resent (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)  Cannot stand  (ทนไม่ได้)  Admit (ยอมรับ)  Delay (ประวิงเวลา)  Confess  (สารภาพ)  Imagine (นึกคิด, จินตนาการ)  Cannot help (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้)  Excuse  (ให้อภัย) Forgive (ให้อภัย) Dislike (ไม่ชอบ)  Miss (พลาดโอกาส) Discuss (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels.  

     (เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.

     (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.

    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.

    (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.

      (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.

      (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.

      (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.

      (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.

      (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.

      (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.

-         (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?

      (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.

      (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

20. This book as well as that one __________________ assigned as outside reading.

(หนังสือเล่มนี้  รวมทั้งเล่มนั้น _________________________ มอบหมายให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเรียน)

(a) being

(b) will

(c) has been    (ถูก, ได้รับ)

(d) have

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากประธานฯ หลายตัวเชื่อมด้วยคำต่อไปนี้  (ในพารากราฟข้าง ล่าง)  ให้ใช้   “Verb”  ตามประธานตัวหน้า  (นอกจากนี้  “Has been”  เป็นกริยาเพียงข้อเดียวที่อยู่ในรูป  “Passive voice”  (ถูกมอบหมาย)   และใช้ตามประธานตัวหน้า  “This book

          (As well as, With, Together with, Including, Along with  (ทุกคำ  =  รวมทั้ง, Besides, In addition to = นอกจาก, But = แต่, Except = ยกเว้น, No less than = รวมถึง, รวมทั้ง, Excluding = ไม่นับ, Accompanied by = ติดตามโดย, Not = ไม่ใช่, Like = เช่นเดียวกัน)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง  ซึ่งทุกข้อใช้กริยาตามประธานที่อยู่ข้างหน้าคำเชื่อม

             - The manager, along with his secretary, was held responsible for the mismanagement of the fund.

(ผู้จัดการ  รวมทั้งเลขาฯของเขา  ถูกถือว่ารับผิดชอบต่อการบริหารเงินกองทุนที่ผิดพลาด)

           - Currently, young men with technical education are well paid because of the demand for highly skilled workmen.

(ปัจจุบัน  คนหนุ่มที่มีการศึกษาด้านเทคนิค  ได้ค่าจ้างงาม  เนื่องจากความต้องการคนงานที่มีทักษะสูง)

          - My dog as well as my cat eats twice a day.

(หมาของผม  รวมทั้งแมว  กินอาหารวันละ ๒ มื้อ)

           - The boy with his dog is here.

(เด็กชาย  รวมทั้งหมาของเขา  อยู่ที่นี่แล้ว)

           - Jim as well as I spends a great deal of time swimming.

(จิม  รวมทั้งผม  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

           - A football game, with its color, excitement and struggles always fascinates me.

(กีฬาฟุตบอล  รวมทั้งสีสัน  ความตื่นเต้น  และการต่อสู้  มักทำให้ผมหลงใหลเสมอ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้