หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 173)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She has full authority to do whatever she likes; nobody dares to make any _________________ at all.

(เธอมีอำนาจเต็มที่ที่จะทำอะไรก็ตามที่เธอชอบ  ไม่มีใครกล้าทำ _______________ ใดๆทั้งสิ้น)

(a) approval    (การเห็นชอบ, การเห็นด้วย, การอนุมัติ)

(b) proposal    (การเสนอ, ข้อเสนอ, การขอแต่งงาน)

(c) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

(d) nomination    (การเสนอชื่อ)

 

2. Two plane crashes on the same day caused a lot of _______________.

(เครื่องบินตก  ๒  ครั้งในวันเดียวกัน  ก่อให้เกิด _________________ อย่างมากมาย)

(a) leisure    (ลี้-เช่อะ หรือ เล้ช-เช่อะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

(b) melody    (เสียงดนตรีที่ไพเราะ, ทำนองเพลง, บทกวีสำหรับร้องเป็นเพลง)

(c) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจ-ปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบปลื้ม-เคลิบเคลิ้ม-ปิติสุข)

(d) damage    (ความเสียหาย, การทำให้เสียหาย หรือได้รับอันตราย)

 

3. His thesis was _________________ because of its poor quality.

(วิทยานิพนธ์ของเขาถูก ____________________ เนื่องมาจากคุณภาพที่ห่วยแตกของมัน)

(a) confirmed    (ยืนยัน, รับรอง, ทำให้แข็งแรงหรือแน่นแฟ้นขึ้น)

(b) rejected    (ปฏิเสธ, บอกปัด, ไม่ยอมรับ, ทิ้ง, ละทิ้ง)

(c) cancelled    (ยกเลิก)

(d) aspired    (ใฝ่ฝัน, ปรารถนา, อยากได้)

 

4. When you can obtain something easily, we say that that thing is

__________________.

(เมื่อคุณสามารถได้รับบางสิ่งบางอย่างโดยง่ายดาย  เรากล่าวว่าสิ่งนั้น ________          ________________________) 

(a) numb    (ชา, ไม่มีความรู้สึก)

(b) immense    (ใหญ่โต, มหึมา, มากมาย, มหาศาล)

(c) available    (หาง่าย, หาได้, มี, เท่าที่จะหาได้, เหมาะที่ใช้, ใช้ประโยชน์ได้)

(d) rare    (หายาก)

 

5. Very few students passed the exam because it was rather ______

___________________.

(มีนักเรียนน้อยคนมากที่สอบผ่าน  เพราะว่ามัน (การสอบ) ค่อนข้าง _________           _________________________)

(a) coarse    (คอร์ซ)  (หยาบ, หยาบคาย, มีคุณภาพที่เลว, ธรรมดาๆ, ขาดรสนิยม)

(b) harsh    (หยาบ, สาก, บาด (ตา), แสบแก้วหู, ห้าว, ไม่น่าดู)

(c) tough    (ทัฟ)  (ยาก, เหนียว, ทนทาน, ไม่เปราะ, บึกบึน, ดื้อรั้น, แข็งแรง, ใจแข็ง,

ร้าย)    

(d) brittle    (เปราะ, แตกหักได้ง่าย, งอไม่ได้, ปรับตัวไม่ได้)

 

6. There is a tiny flaw in my diamond ring; it is ________________.

(มีรอยตำหนิเล็กๆ (จิ๋ว) ในแหวนเพชรของผม  มัน (แหวน) ________________ )

(a) imperfect    (ไม่สมบูรณ์, บกพร่อง, ไม่บริบูรณ์, มีปมด้อย)

(b) unique    (ยู-นี้ค)  (ดีเลิศ, ไม่มีที่เสมอเหมือน, ไม่มีที่เปรียบ)  

(c) filthy    (ฟิ้ล-ธี่)  (สกปรก, โสมม, ลามก, หยาบคาย, เลว, ทุจริต, น่ารังเกียจ)

(d) bizarre    (บิ-ซาร์)  (แปลก, ประหลาด, พิกล, พิลึก)

 

7. Although _______________ that smoking can cause cancer, a good

many people continue to smoke.

(แม้ว่า ________________________ ว่า  การสูบบุหรี่สามารถก่อให้เกิดมะเร็ง  ผู้คนเป็นจำนวนมากยังคงสูบบุหรี่ต่อไป)

(a) it knows

(b) it is known    (มันเป็นที่รู้กัน)

(c) it is knowing

(d) we are known

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (It + is (was) + known + that + subject + verb)  หรืออาจตอบ  “we know”  ก็ได้

 

8. The car accident was so violent that ________________ a traffic jam several kilometers long.

(อุบัติเหตุรถยนต์รุนแรงมาก  จนกระทั่ง ______________________ การจราจรติดขัดยาวหลายกิโลเมตร)

(a) it causes

(b) it caused    (มันก่อให้เกิด)

(c) it would cause

(d) caused it

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้รูป  “Past tense”  (Caused)  เพื่อให้สอดคล้องกับ  “Was

 

9. The influx of workers attracted by the good wages paid in the shipyards _________________ the local economy.

(การหลั่งไหลเข้ามาของคนงาน  ซึ่งถูกดึงดูดโดยค่าจ้างสูง  ที่ (ถูก) จ่ายกันในอู่ต่อเรือ

______________________ เศรษฐกิจของท้องถิ่น)

(a) has affected    (ได้มีผลกระทบต่อ)

(b) has effected

(c) have affected

(d) have effected

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์  (The influx)  โดยมี   “of workers”  เป็นส่วนขยาย   ส่วน  “Effect”  มักใช้เป็นคำนาม  หมายถึง  “ผลกระทบ

 

10. Tom’s guitar playing is quite good, but he sings so ______________ that I just wanted him to stop.

(การเล่นกีต้าร์ของทอมดีมาก  แต่เขาร้องเพลง ______________________ มาก  จนกระทั่งผมต้องการให้เขาหยุดร้อง)

(a) bad

(b) badly    (อย่างเลว, อย่างแย่, ห่วยแตก)

(c) very bad

(d) very badly

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากขยายกริยา  “Sings”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และใช้โครงสร้าง  “Subject + Be + So + Adjective + That………”  หรือ  “Subject + Verb + So + Adverb + That…….”    (ทั้ง  ๒  โครงสร้าง หมายถึง  “................มาก  จนกระทั่ง..................”   เช่น

-         She is so nice that everyone loves her.

(เธอดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเธอ)

-         They walked so slowly that they couldn’t catch the bus.

(พวกเขาเดินช้ามาก  จนกระทั่งไม่สามารถขึ้นรถเมล์ได้ทัน)  (คือ  ตกรถ)

 

11. We hope __________________ London during the winter.

(เราหวัง ________________________ ลอนดอนในระหว่างฤดูหนาว)

(a) visiting

(b) visit

(c) to visit    (จะได้ไปเยือน)

(d) to go visit

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “to go to”  ก็ได้   สำหรับ   “Hope”  (หวัง)  ใช้ในโครงสร้างดังนี้  คือ

๑.   Hope + (That) + Clause

-         I hope (that) I can see the doctor tomorrow.

(ผมหวังว่าผมสามารถไปพบหมอวันพรุ่งนี้)

-         We hope (that) we have enough food and water during the dry season.

(เราหวังว่าเรามีอาหารและน้ำเพียงพอ  ในระหว่างฤดูแล้ง)

-         She hopes (that) she will be admitted to a university next year.

(เธอหวังว่าเธอจะได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในปีหน้า)

๒.    Hope + To

-         They hope to go back home by the end of this year.

(พวกเขาหวังจะได้กลับบ้านตอนสิ้นปีนี้)

-         She hopes to buy a new home if she can afford it.

(เธอหวังจะซื้อบ้านใหม่  ถ้าเธอมีเงินพอ)

-         Most people hope to win the first prize in lottery.

(คนส่วนใหญ่หวังจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑)

๓.     Hope + For + Noun

-         The war victims hoped for a peaceful life after the war had ended.

(เหยื่อสงครามหวังจะมีชีวิตสันติ  หลังจากสงครามได้จบลง)

-         We hope for better future next year.

(เราหวังจะมีอนาคตที่ดีขึ้นในปีหน้า)

-         The newly-wed couple hoped for a happy marriage.

(คู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่  หวังว่าการแต่งงานจะมีความสุข)

-         The climbers hoped for better weather tomorrow.

(นักปีนเขาหวังว่าอากาศจะดีขึ้นในวันพรุ่งนี้)

 

12. Miss Brandon is one of those workers who _________________ by irregular hours.

(มิสแบรนดอนเป็นคนงานคนหนึ่งผู้ซึ่ง _________________________ กับชั่วโมงทำงานที่ไม่ปกติ – เช่น ต้องทำงานหลังงานเลิก  หรือ มาทำงานวันหยุด)

(a) is not upset

(b) are not upset    (ไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือว้าวุ่นใจ)

(c) is not upsetting

(d) are not upsetting    (ไม่น่าหงุดหงิดหรือน่าว้าวุ่นใจ)

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้กริยา  “Are”  ตาม  “Workers”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-         He is one of those who ____________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง __________________________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending   (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  ต้องใช้กริยา  “Enjoy”  ตาม  “Those”   ส่วน “Enjoy + Verb + ing”  เนื่องจากโครงสร้าง  “One of those (หรือ the + Noun พหูพจน์) + who + Verb พหูพจน์  (เช่น  are, have, play, eat )”  กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ   “those” หรือ  “นามพหูพจน์”   เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

                   สำหรับการเลือกใช้  ระหว่าง  “Are not upset”  และ “Are not upsetting”   ให้ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดู คำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๒

-    He is ___________________ a house.

(เขา ____________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ  (d)

                ตัวอย่างที่ ๓

         -  It will take me quite some time to get him ________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _______________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

             ตัวอย่างที่ ๔

           The little girl was very __________________ when her father promised to buy her a doll.  

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ___________________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (ตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-   The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”   เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised”   จะมีความหมายว่า    “มีความรู้สึกประ หลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise”  ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing} หรือ  (Verb + ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “Ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

13. A captain is _________________ a lieutenant  (ลู-เท้น-เนิ่นท).

(ร้อยเอกอยู่ _______________________________ ร้อยโท)

(a) before

(b) beyond

(c) above

(d) over    (เหนือ, สูงกว่า, ใหญ่กว่า)  (หมายถึง  สูงกว่าในเรื่องชั้นยศ)

(e) on

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ข้อนี้เป็นเรื่อง   “Preposition”  จึงต้องจำ

 

14. The telephone is useful __________________ all of us.

(โทรศัพท์มีประโยชน์ ____________________________ พวกเราทุกคน)

(a) for

(b) to    (ต่อ, แก่)

(c) of

(d) with

ตอบ    -    ข้อ   (b)  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ   Preposition   “To” ได้แก่  Faithful  (ซื่อสัตย์, รักษาสัจจะ), Hostile  (มุ่งร้าย, เป็นศัตรู), Cruel  (ทารุณ, โหดร้าย), Kind  (ใจดี, กรุณา),  Equal  (เท่ากัน),  Close  (ใกล้ชิด),  Dear  (เป็นที่รัก),  Obedient  (เชื่อฟัง, ว่านอนสอนง่าย),  Senior  (อาวุโสมากกว่า),  Junior (อาวุโสน้อยกว่า),  Obvious  (ชัดแจ้ง, เห็นได้ชัด),  Peculiar  (ประหลาด, เฉพาะ)Harmful  (เป็นอันตราย),  Grateful  (เป็นหนี้บุญคุณ),  Inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  Superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  Useful  (มีประโยชน์),  Used  (เคย), Get used  (คุ้นเคย. เคยชิน),  Be used to  (คุ้นเคย, เคยชิน)Get accustomed to  (คุ้นเคย, เคยชิน),  Be accustomed to  (คุ้นเคย, เคยชิน), Rude  (หยาบคาย, ไม่สุภาพ),  Similar  (คล้ายกับ),  Previous  (ก่อน, ก่อนหน้า),  Polite  (สุภาพ),  Clear  (ชัดเจน, เห็นได้ชัด),  Loyal  (จงรักภักดี),  Identical  (เหมือนกันกับ), Familiar  (คุ้นเคยกับ),  Satisfactory  (น่าพอใจแก่),  Essential  (จำเป็น, สำคัญยิ่ง),  Necessary  (จำเป็น),  Good  (ดี),  Equivalent  (เท่ากัน, เหมือนกันกับ)  etc.

 

15. My friend must take medicine, but I _________________.

(เพื่อนของผมต้องกินยา  แต่ผม _________________________)

(a) don’t    (ไม่กิน)

(b) mustn't    (จะต้องไม่กิน)

(c) needn’t    (ไม่จำเป็นต้องกิน)

(d) won’t    (จะไม่กิน)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากใจความดีกว่าข้ออื่นๆ   เป็นการพูดข้อความที่แย้งกัน  โดยดูจาก  “But”  (เพื่อนต้องกินยา  “แต่”  ผมไม่จำเป็นต้องกิน)

 

16. Since the air in Bangkok is not always fresh, we like to go to the seaside ___________________.

(เนื่องจากอากาศในกรุงเทพฯ มิได้สดชื่นอยู่ตลอดไป  พวกเราจึงชอบไปชายทะเล

____________________________ )

(a) for the change of air

(b) for the change of the air

(c) for a change of the air

(d) for a change of air    (เพื่อเปลี่ยนอากาศ  -  ที่บริสุทธิ์มากขึ้น)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เนื่องจาก “Air”   เป็นคำนามนับไม่ได้   และในข้อนี้  ใช้แบบทั่วๆไป มิได้ชี้เฉพาะ   จึงไม่ต้องใช้   “The”   นำหน้า  ส่วน “Change”  เป็นคำนามนับได้  และใช้แบบทั่วๆไป   มิได้ชี้เฉพาะเช่นเดียวกัน   จึงใช้   “A” นำหน้าแทน  “The” (คำนามนับได้เอกพจน์  จะอยู่ลอยๆไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย  “A”  หรือ  “An”  แต่ถ้าชี้เฉพาะเจาะจงลงไป   ต้องนำหน้าด้วย  “The

 

17. ___________________ these reasons, you shouldn’t go there again.

(_____________________________  เหตุผลเหล่านี้  คุณจึงไม่ควรไปที่นั่นอีก)

(a) By

(b) With

(c) For    (ด้วย)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Because  (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

 

18. ___________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_____________________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)   จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                      สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-           The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                   สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓ (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-         ___________________ by the tiger, he ran away.

(____________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                    ตัวอย่างที่ ๒

          - __________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(___________________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)   หรือเป็นผู้    “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓   (แสดง Passive voice)

                       ตัวอย่างที่ ๓

_____________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(_____________________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้   ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค คือ  “I”   เป็นผู้   “ถูกเตือน”   โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  (Past participle)   ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า   ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆในลักษณะเดียวกัน  เช่น

-   Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “ballet”   เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓ (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.  

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.  

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

 

19. ____________________ will win the first prize?

(__________________________________ จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         _____________________ is better, my drawing or Jim’s?

(__________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ต้องเอา  “Question words”  (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)   ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)   เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม   เนื่องจาก “Question wordsเหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น “Object”)  หรือกรรมของ “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ   “Think”)  เช่น

         - How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often” เป็นส่วนขยายของ  “go shopping” คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb of frequency”)

          - How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)  (“How much” เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

         - Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where” เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ เป็น “Adverb of place”)

          - Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why” เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือเป็น “Adverb of reason”)

          - When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When” เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

          - Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                   แต่ในกรณีที่  “Question words”   เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

          - Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Contributed)

(อย่าใช้  “Who did contribute most to……………?”)

            - What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “Made)

(อย่าใช้  “What did make you feel so angry?”)

            - Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา   “Impresses)

(อย่าใช้“Which does impress you more, ………………?” )

แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้   “Verb to do”  ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา   “Like)

 

20. ____________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ ____________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจาก   “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์   จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

            - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

           - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

           - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

          -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

         - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

        - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

      - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

          - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

          - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

          - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

-  How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

        - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

       - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

21. Do you mind ______________________?

(คุณจะรังเกียจไหม ____________________________ )

(a) smoking    (การสูบบุหรี่)

(b) if I smoke    (ถ้าผมสูบบุหรี่)

(c) to smoke

(d) I smoking

ตอบ    -    ข้อ   (b)  ไม่สามารถตอบข้อ  (a) ได้  เนื่องจากเหมือนการไปถามเชื้อเชิญ  แบบคะยั้นคะยอให้คนอื่นมาสูบบุหรี่   ซึ่งถ้าต้องการชวนคนอื่นสูบบุหรี่  จะต้องใช้ว่า  Would (Do) you like to smoke?”  สำหรับข้อ  (c)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจาก  Mind + Verb + ing”  อย่างไรก็ตาม  เราสามารถใช้ข้อความที่มีความหมายเดียวกับข้อ  (b)  คือ  “Do you mind my smoking?”  ได้  เนื่องจาก  “Gerund” (Verb + ing)   ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective”  (His, Her, My, Your, Their, Our, Its)  ซึ่งเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  นำหน้า  “Gerund” (Verb + ing)  ได้เหมือนกับคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

           - We appreciated (on)your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

           - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

          - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

          - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

          - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

 

22. I ____________________ to stay here until the end of this month.

(ผม ______________________________ ให้พักที่นี่  จนกระทั่งสิ้นเดือนนี้)

(a) oblige

(b) am obliging

(c) am obliged    (ถูกผูกมัด, ถูกบังคับ)

(d) have an oblige

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Oblige”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ถูกบังคับ, ถูกผูกมัด, มีหน้าที่ที่จะต้อง, ..........., มีภารกิจต้อง...........”  จะต้องใช้ในรูป“Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}   เสมอ

 

23. I am longing ___________________ the holidays.

(ผมกำลัง  ปรารถนา-อยาก-ใคร่ที่จะ ______________________ วันหยุดพักผ่อน)

(a) for    (มี,ได้)

(b) to

(c) in

(d) with

ตอบ    -    ข้อ   (a)  “Long for”  =   “ปรารถนา, อยากได้,  อยากมี”  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา

 

24. I ___________________ here twenty years next summer.

(ผม ___________________________ ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living    (จะได้ (กำลัง) อาศัยอยู่)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง  “Future tense” {Will (shall) + verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)   รวมเข้ากับ  “Present perfect continuous tense” {Has (have) + been + verb + ing}  (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี ก็ได้) เมื่อรวม  “Tense”  ทั้ง  ๒  แล้ว  จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต   และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ   เมื่อถึงเวลาในอนาคตนั้นแล้ว”  สำหรับประโยคในข้อ   ๒๔  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย คือ ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา  ๒๐  ปี”  กล่าวคือ   ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ  ๑๙  ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)   ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ  ๒๐  ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า   “Present future perfect continuous tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Been + Verb + ingอนึ่ง  เราสามารถใช้แทน  “Tense”  นี้ด้วย   “Present future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ก็ได้    แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ ต่อเนื่องของเหตุการณ์   รวมทั้งการมีแนวโน้มจะยาวต่อไปในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว  เหมือนกับ  “Present future perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - He will have been working in the company for 20 years next month.

(เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลา ๒๐ ปี ในเดือนหน้า) (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐ ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.)(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ –ทำงานกับบริษัท  –  หรือแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

            - She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.

(เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา  ๑๐  ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา  ๕  โมงเย็น  -  ขณะ ที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย  ๒  โมง)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐  ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง  ๕ โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

  (ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น  ๑๐  ชั่วโมง  หรือ มีแนวโน้มจะยาวต่อไปจนถึง  ๖  โมง หรือ  ๒  ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

 

25. Please give me some __________________ about rice exports.

(โปรดให้ __________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม “S”  ได้)

ตอบ   -   ข้อ  (C)  “Information”   เป็นคำนามนับไม่ได้  ดูเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

- That is _______________________.

(นั่นเป็น __________________________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) usefulinformations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”   จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ  ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ   “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย),  Advice  (คำแนะนำ),  Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน),  Bread  (ขนมปัง),   Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ),  News,  Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้         สมุหนาม   (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

             

26. Please don’t forget ________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ___________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ...........”   คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี   ๒   ความหมาย   (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      As soon as it stops ___________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ______________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -     ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง   “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                       ตัวอย่างที่ ๒

-      While we were walking in the park, she often stopped ___________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ____________________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                      ตัวอย่างที่ ๓

-   I remember that restaurant; we stopped there ________________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_______________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “หยุด หรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                     ตัวอย่างที่ ๔

-       How did the cat get into the house?  I remember ___________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _______________________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)    putting   (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ   -   ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”  =   “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป    -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา   “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้  –  สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด  (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

27. I _____________________ as a postman for over ten years.

(ผม ___________________________ เป็นบุรุษไปรษณีย์มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี)

(a) am

(b) have been

(c) have worked    (ได้ทำงาน)

(d) work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้   “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เนื่องจากเป็นบุรุษไปรษณีย์เริ่มตั้งแต่เมื่อกว่า   ๑๐   ปีมาแล้ว  ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่   

 

28. You haven’t made __________________ clear whether I must go or not.

(คุณยังมิได้ทำให้ _________________________ ชัดเจนว่า  ผมจะต้องไปหรือไม่)

(a) yourself

(b) me

(c) enough

(d) it(มัน)

ตอบ    -    ข้อ   (D) {Make + กรรม (Peter, Jim, him, her, them, me, it, himself, herself  แล้วแต่ความหมาย)  + Adjective}   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      She spoke slowly and emphatically in order to __________            ______________________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ _____________________________ )

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear    (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Adjective”  หรือ   “Make +กรรม+ Verb 1

                   ตัวอย่างที่ ๒

-       News services make ________________ for newspapers to give their readers news from around the world.

(การบริการข่าวสารทำให้_________________________ สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) it is possible

(d) possible that

ตอบ    -     ข้อ   (b)   เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย  คือ  (Make +กรรม + Adjective)  เช่น  “Make it difficult”  “Make it impossible”  “Make it necessary”  “Make it popular”  “Make you skillful”  “Make her happy”  “Make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”   (ตามลำดับ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้