หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 125)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  ________________ help you with your luggage?

(__________________  ช่วยเหลือคุณยกสัมภาระ (หีบห่อ) ของคุณไหมครับ) 

(a) Can I    (ใช้เมื่อเป็นการขออนุญาตผู้อื่น  ทำอะไรบางอย่าง)   

(b) Am I able to    (=  Can I  -  แต่ไม่ใช้รูปนี้)

(c) Shall I    (จะให้ผม)   (ใช้เมื่อเป็นการเสนอตัวช่วยเหลือผู้อื่น)

(d) Do you want me

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับ ข้อ   (a)  ใช้ในประโยค  เช่น   “Can I use your car?” (ผมขอใช้รถของคุณได้ไหม)  หรือ  “Can I go into the room?”  (ผมขอเข้าไปในห้องได้ไหม)  ส่วน ข้อ   (d)  ต้องใช้เป็น  “Do you want me to help you………..?”  (คุณต้องการให้ผมช่วยยก..............)

2. It’s always difficult for me to pick _______________ a present for my wife. 

(มันยากเสมอสำหรับผมที่จะ ____________________ ของขวัญสำหรับภรรยาของผม)

(a) up    (“Pick up”  =  เด็ด (ดอกไม้), หยิบ (ของ) ขึ้นมาจากพื้น, ไปรับคน เช่นที่สนามบิน-สถานีรถไฟ)

(b) out    (“Pick out  =  เลือก)

(c) away

(d) for

(e) at

3. Have you ever had your voice ________________?

(คุณเคย _____________________ เสียงของคุณหรือไม่)   (แปลตรงๆ คือ  คุณเคยให้เสียงของคุณถูกบันทึกหรือไม่)

(a) record

(b) to record

(c) recorded    (บันทึกเสียง)

(d) recording

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็น    “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  (Active voice)   หรือ  “ประธานฯใช้ให้อะไรถูกทำ  -  โดยใคร)  (Passive voice)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         _________________ your hair cut yesterday?

(_______________________  ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ        

                    ตัวอย่างที่ ๒              

-  What would you _________________ me do for you?

(คุณจะ ________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?”

                    ตัวอย่างที่ ๓

-  Today if I finish my shopping early enough, I may go and _______________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________ )

(a)   to have my hair done

(b)  have my hair do

(c)  have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๔

- He had the cook ________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + have + someone + do + something

                   ตัวอย่างที่ ๕

          - Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”{Subject + have (has) + someone + do + something}คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                   ตัวอย่างที่ ๖

-   What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                         สำหรับการใช้โครงสร้าง“Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

           1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

           2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

        - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

          - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

4. Have you decided _______________________?

(คุณได้ตัดสินใจ ________________________ )

(a) which one of them do you want to buy

(b) you will buy which one of them

(c) which one of them you will buy    (คุณจะซื้ออัน-คัน-ตัว-ชิ้นไหน)

(d) whether you want to buy which one of them

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Which one of them you will buy” เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Decided”  จึงต้องเรียงคำในรูปบอกเล่า  คือประธานฯอยู่หน้ากริยา  (You will buy)

5. This is an urgent letter; it has to go _______________.

(นี่เป็นจดหมายด่วน  มันจำเป็นต้อง (ส่ง) ไป ___________________ )

(a) by the air

(b) by mail-air

(c) by airmail    (ทางไปรษณีย์อากาศ)

(d) by the mail of air

6. Do you know whether this train _______________ Hua-Hin before eight o’clock this evening?

(คุณทราบไหมว่ารถไฟขบวนนี้ __________________ หัวหิน  ก่อน  ๒  ทุ่มคืนนี้  หรือไม่)

(a) gets to    (= “Arrive”  =  มาถึง,  เดินทางถึง)

(b) gets at

(c) gets into

(d) gets in

7. He worked _______________ 8.00 a.m. till 6.00 p.m.

(เขาทำงาน  ____________________ ๘  โมงเช้าถึง  ๖  โมงเย็น)

(a) about

(b) from    (จาก)  (หรือ  from 8.00 a.m. to 6.00 p.m.)

(c) at

(d) between     (between 8.00 a.m. and 6.00 p.m.)

8. John used to have lots of dogs, and Mary _____________ too.

(จอห์นเคยมีหมาเยอะแยะ  และแมรี่ก็ __________________ ด้วยเช่นกัน)

(a) used

(b) had

(c) did    (เคยมีหมาเยอะแยะ)

(d) used to

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Used to”  =  “เคย............”   เป็นอดีตเสมอ  เมื่อจะกล่าวซ้ำคำนี้อีกครั้งหนึ่ง  จึงต้องแทนด้วย  “Did”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

     A:“Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

    B: “_______________________.”

(a)   My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า   เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

9. Can you tell me ______________ or not this train stops at Bang-Pa-In?

(คุณสามารถบอกผมได้ไหมว่า  รถไฟขบวนนี้จอดที่บางปะอิน ______________ )

(a)   if     (ไม่มีการใช้ “if or not”)

(b)  whether    (หรือไม่)

(c)   exactly

(d)  (No word is needed.) 

ตอบ   -   ข้อ    (b)  หรือ  อาจใช้ว่า  “Can you tell me whether (หรือ “if”) this train stops at Bang-Pa-In or not?”  ก็ได้

10. We expected a bad storm, but it ______________ rained enough to notice. 

(เราคาดว่าจะมีพายุรุนแรง  แต่ฝน ___________________ ตก (มาก) เพียงพอที่จะสังเกตเห็นได้)  (คือฝนตกน้อย  จนแทบไม่สังเกตเห็น)

(a) hardly    (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ)   (= rarely = seldom = scarcely)    

(b) hard

(c) harder

(d) hardest

11. He suggested ______________ to the country for a change of air.

(เขาแนะนำ __________________  ยังชนบท (ต่างจังหวัด)  เพื่อเปลี่ยนอากาศ  –  หรืออากาศสดชื่น)

(a) her to go

(b) that she would go

(c) to her going

(d) that she go    (ว่าเธอ (ควร) ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ซึ่งมาจากข้อความ  “that she should go”  แต่ละ  “Should”  ไว้    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   I suggested to her that her husband ______________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _____________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have     (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + suggest + (to someone) + that + subject + verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-  It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should” ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                  ตัวอย่างที่ ๓

-      I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตาม หลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                   ตัวอย่างที่ ๔

-   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ๑  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s” หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท“Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม   และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประ โยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ“ed”  ที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป    (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)   อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

๑.   อยู่หลัง  “กริยา+ that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that    (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that    (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that    (เสนอว่า)

request that    (ขอร้องว่า)

recommend that    (แนะนำว่า)

ask that    (ขอร้องว่า)

order that    (สั่งว่า)

urge that    (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that    (แนะนำว่า)

insist that    (ยืนกรานว่า)

prefer that    (เห็นสมควรว่า)

                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –    เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้   เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.    “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน“Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”   เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important”(สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),“Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง   เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

12. I often mistake her ______________ her sister.

(ผมมักเข้าใจเธอผิดอยู่บ่อยๆ __________________ น้องสาว (พี่สาว) ของเธอ)  (คือ เห็นเธอ  แล้วคิดว่าเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเธอ)

(a) to

(b) as

(c) for    (ว่าเป็น)

(d) like

(b) by

13. This is a famous proverb ______________________ well.

(นี่เป็นสุภาษิตที่มีชื่อเสียง _____________________ เป็นอย่างดี) 

(a) that most educated people know it             

(b) most educated people know it                                  

(c) whom most educated people know

(d) most educated people know    {(ซึ่ง) คนมีการศึกษาส่วนใหญ่ทราบ}

ตอบ   -   ข้อ    (d)  หรืออาจตอบ  “that (which) most educated people know” ทั้งนี้  สามารถละ  “That”  หรือ  “Which”   ไว้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Know”  (คือ เมื่อเป็นกรรม  สามารถละได้)          

14. I would rather you _______________ me now. 

(ผมอยากให้คุณ ____________________ ให้ผมตอนนี้เลย) 

(a) pay

(b) to pay

(c) paying

(d) paid    (จ่ายเงิน)  

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Would rather (อยากจะ) + Verb 1”  (I would rather go now.)   แต่  “Would rather + Subject + Verb 2”  (I would rather you went with me now.)

15. I can’t help ______________ anxious about the political situation.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ___________________ วิตกกังวล  เกี่ยวกับสถานการณ์ทาง การเมือง)

(a) feel

(b) to feel

(c) feeling    (รู้สึก)

(d) felt

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Can’t help + Verb + ing (Gerund)”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

      A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

      B: He signed up, but he’s considering _______________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ___________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)  “Consider + Verb + ing” =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   I don’t mind _______________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                  ตัวอย่างที่ ๓

-   He keeps _______________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                ตัวอย่างที่ ๔

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                  ตัวอย่างที่ ๕

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๖

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth _______________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

16. My house _____________________ wood.

(บ้านของผม _______________________ ไม้)

(a) was made of

(b) is made of    (ทำด้วย)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(c) was made from

(d) was made by

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Be made of”  =  “ทำด้วย.............”  คือ  ยังมองเห็นสภาพเดิมของวัตถุที่ใช้ทำ  เช่น  ไม้, เหล็ก, หิน   ส่วน   “Be made from”  =   มองไม่เห็นสภาพเดิมของวัตถุที่ใช้ทำ  เนื่องจากแปรสภาพมาแล้ว  เช่น   “Bread is made from wheat”  (ขนมปังทำมาจากข้าวสาลี)

17. How _______________ do you have your hair cut?

(คุณตัดผม ______________________เท่าใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (หลายครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (ยาว, นาน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับข้อ   (b)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน   แต่ต้องแก้เป็น  “How many times do you have your hair cut in a month  (in two months)?

18. I prefer reading to _________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “reading” ทั้งนี้ “Prefer” สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing) หรือ  “Infinitive with to” (To + Verb 1) ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น   ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

              - I prefer to read to to write.

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้   เนื่องจากมี “To” ถึง ๓ ตัว)

                   สำหรับคำกริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน   ได้แก่“begin, start, continue  (ทำต่อไป), like, dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), love, hate  (เกลียด), propose  (เสนอ), prefer  (ชอบมากกว่า), help,  intend(ตั้งใจ), fear, attempt (พยายาม),  bear  (ทน)”  เช่น

-   They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

-   She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

          -  We continued to study for our exam.

    (= We continued studying for our exam.) 

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

            - She hates to stay in a dirty place.

 (= She hates staying in a dirty place.) (เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

19. I will give you _______________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด _______________________ แก่คุณ  ในภายหลัง)

(a) farer   (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther   (ไกลกว่า)

(c) further   (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เป็นคำคุณศัพท์) (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer   (ยาวกว่า, นานกว่า)

20. I shall come back _________________.

(ผมจะกลับมา ______________________ )

(a) long before    (ก่อนหน้า.................เป็นเวลานาน)

(b) before long    (ในไม่ช้า)

(c) longer

(d) not long

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน   “Soon”  หรือ   “In a little while”   สำหรับตัวอย่างการใช้    “Long before”   เช่น

-    I have known his parents long before I know him.

(ผมรู้จักพ่อแม่ของเขาก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักเขา  เป็นเวลานานทีเดียว)  (คือรู้จักพ่อแม่ของทอมมา ๑๐ ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักทอมได้เพียง ๒ ปี)

                   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ “Before long”   (ในไม่ช้า)  เช่น

           - Class will be over before long.

(ชั้นเรียนจะเลิกเร็วๆนี้แล้ว  –  คือจะเลิกอีกในไม่ช้า)

              - We were tired of waiting and hoped the bus would come before long.

(เราเบื่อการรอคอย  และหวังว่ารถเมล์จะมาในไม่ช้า)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้