หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 109)

Part V: Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Sometimes we would play tricks _______________ our teacher.

(บางครั้ง  เราจะใช้กลอุบาย (ใช้เล่ห์เหลี่ยม, หลอกลวง, หลอกต้ม, เล่นตลก) ________________ ครูของเรา)

(a) to

(b) on    (กับ)
(c) upon

(d) with

2. The horses smelt the water a mile _________________.

(ม้าพวกนั้นได้กลิ่นน้ำ ___________________ ๑  ไมล์)

(a) long

(b) far

(c) off    (ห่างออกไป)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “Away”  ก็ได้

3. He soon fell ________________.

(เขาในไม่ช้าก็ม่อย ____________________ ไป)

(a) sleep    (หลับ)  (เป็นคำกริยา)

(b) sleeping

(c) asleep    (หลับ, หลับอยู่)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) to sleep

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา   “Fall, Fell, Fallen” ตามด้วยคำคุณศัพท์  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-  Linda looked _________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ ____________________ )

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  “Look at”  หมายถึง   “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look” (ไม่มี  “At” )   ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look เป็น Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น

            - She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

           - He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

           - The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                         สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb) ดูจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๒

-    Let us _______________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๓

-  I ________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......)  และ “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)   สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”ดูจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ ๔

-    Everything looks __________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                            ตัวอย่างที่ ๕

-    One who does good feels _______________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ___________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                       ตัวอย่างที่ ๖

-    The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                    ตัวอย่างที่ ๗  {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔  แก้เป็น  “awkward”เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                       ตัวอย่างที่ ๘

-  I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry   (โกรธ)

ตอบ    –      ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้(Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน   เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement” หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

             - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

            - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

             - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb  ได้แก่be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become, seem   (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel   (รู้สึก),  get,  grow, keep, look  (มีท่าทาง),  smell  (มีกลิ่น)sound, taste  (มีรสชาติ)turn   (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)   เสมอ  เช่น

-        Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

-        She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

4. Have you ever seen a man ________________?

(คุณเคยเห็นคน _________________ ไหม)

(a) hang

(b) hanging

(c) hung

(d) hanged    (ถูกแขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Hang, Hanged, Hanged” =  “แขวนคอ”  ส่วน  “Hang, Hung, Hung”  =   “แขวน  -  เสื้อผ้า, หมวก

5. The police accused him ________________ the money.

(ตำรวจกล่าวหาเขา ______________________ เงิน)

(a) to steal

(b) of stealing    (ว่าขโมย)

(c) with stealing

(d) to stealing

6. He compared the heart _______________ a pump.

(เขาเปรียบเทียบหัวใจ ______________________ เครื่องสูบน้ำ)

(a) with

(b) to    (เหมือนกับ, เป็นเหมือน)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Compare……….to………” =  “เปรียบเทียบสิ่งนี้เหมือนกับ-เป็นเหมือนสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของคนละชนิด”  ส่วน  “Compare… ………with………”  “เปรียบเทียบสิ่งนี้กับสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของชนิดเดียวกัน” 

7. I must remind him ________________ it.

(ผมจะต้องเตือนเขา __________________ มัน)

(a) for

(b) on

(c) to

(d) about    (เกี่ยวกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรือ อาจตอบ   “Of”  ก็ได้

8. This dictionary cost ________________ ten dollars.

(พจนานุกรมเล่มนี้ทำให้  ___________________ ต้องจ่ายเงิน  ๑๐  เหรียญ)  (พจนานุกรมฯ มีราคา  ๑๐  เหรียญ)

(a) me    (ผม)

(b) from me

(c) myself

(d) itself

9. This desk _______________ four feet by two feet.

(โต๊ะตัวนี้ _____________________ ยาว  ๔  ฟุต  กว้าง  ๒  ฟุต)

(a) measures    (วัดได้, หาค่าได้, ประมาณได้)

(b) is measured

(c) is measuring

(d) has measure of

10. There entered a ______________ little man!

(ไอ้เจ้าคนตัวเล็ก ______________________ เข้าไปที่นั่นแล้ว !)

(a) strangely-looking

(b) strange-looking    (มีลักษณะแปลกประหลาด,  มีท่าทางแปลกๆ)

(c) strangely-looked

(d) strange-looked

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

5. Most of the London policemen are tall and _______________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ ___________________

(a)   well-looked

(b)  well-looking

(c)   good-looked

(d)  good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจาก   “The men look good.”  (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือท่าทางดี)   โดย   “Good”  เป็นคำคุณศัพท์   ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนามจึงต้องเอารูปเดิม  (Good)  มาใช้   และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น

“Good-looking people  (คนหน้าตาดี หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                       ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)    มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า), เป็นต้น

11. Everything is ______________ between them.

(ทุกสิ่งทุกอย่าง _______________________ ระหว่างพวกเขา)

(a) in the end    (ในตอนจบ, ในบั้นปลาย)

(b) at the end

(c) in an end

(d) at an end    (มาถึงจุดสิ้นสุด,  จบสิ้นกัน)  (หมายถึง พวกเขาเลิกคบกัน หรือตัดความสัมพันธ์กัน)

12. This house is _________________.

(บ้านหลังนี้ (สำหรับ) ______________________ )

(a) letting

(b) to be let

(c) to let    (ให้เช่า)

(d) being let

13. We had an _______________ journey from Florida to New York by train.

(เราเดินทาง ___________________ จากฟลอริด้าไปนิวยอร์คโดยรถไฟ)

(a) overnight   (ในเวลากลางคืน, ตลอดคืน, หนึ่งคืน, เมื่อคืนนี้, ในเวลาอันสั้น)

(b) over-night

(c) all night

(d) all the night

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Overnight”  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  (Journey)  ความหมายดังในวงเล็บ  แต่ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  หมายถึง  “ค้างคืน, ตลอดคืน, เมื่อคืน, ในคืนก่อน, กลางคืน, รวดเร็ว, ทันทีทันใด)

14. When we reached the station, the train was about ____________.

(เมื่อเราไปถึงสถานี  รถไฟกำลังจะ (จวนจะ) ______________________ )

(a) started

(b) starting

(c) to start   (เริ่มต้นออกเดินทาง)

(d) to starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติม  “To be about + to + Verb 1”  (กำลังจะ, จวนจะ)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-    I am about _________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) ______________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead   (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                 ตัวอย่างที่ ๒

          - The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

            - His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

            - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

            - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

             - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
              - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

15. May I borrow your dictionary ________________, please?

(ผมจะขอยืมพจนานุกรมของคุณ ____________________ ได้ไหมครับ)

(a) for the minute

(b) for a minute   (สักประเดี๋ยวหนึ่ง)

(c) to the minute

(d) to a minute

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้  “For a minute”  เสมอ  สำหรับวลีที่ต้องใช้   “A, An”   ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

              นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An” ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส), “At a discount”  (ลดราคา),  เป็นต้น

16. She is too excited to say _________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ____________________ )

(a) nothing    (ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีอะไร)

(b) something    (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything    (ทุกๆสิ่ง)

(d) anything    (สิ่งใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ จากประโยคข้างล่าง

              “Something”  มักใช้ในประโยคบอกเล่า  เช่น

        - I have something interesting to tell you.

(ผมมีบางสิ่งน่าสนใจจะบอกคุณ)

        - We have something rather strange to show you.

(ผมมีบางสิ่งค่อนข้างแปลกจะแสดงให้คุณดู)

       - He started talking about something else.

(เขาเริ่มต้นคุยเกี่ยวกับบางเรื่องอีก  -  หรือเรื่องอื่นๆอีก)

       - I’ve got something to do tonight.

(ผมมีบางสิ่งจะทำคืนนี้)

       - I knew I had forgotten something.

(ผมรู้ว่าผมได้ลืมอะไรบางอย่าง)

                สำหรับ  “Anything”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  คำถาม  หรือประโยคบอกเล่า แบบเป็นเงื่อนไข  ในความหมาย  “สิ่งใดๆ, สิ่งใดก็ตาม”  เช่น

           - She didn’t say anything.

(เธอไม่ได้พูดอะไร)

          - He never seemed to do anything at all.

(เขาดูเหมือนว่าไม่เคยทำ (งาน) อะไรเลย)

          -  If anything should happen, I can take care of myself. 

(ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  ผมสามารถดูแลตัวเองได้)

          - I’ve told her to come to you if she wants anything.

(ผมบอกให้เธอมาหาคุณ  ถ้าเธอต้องการสิ่งใดๆ)

          - They denied doing anything illegal or improper.

(พวกเขาปฏิเสธว่า  ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม)

          - That doesn’t prove anything.

(นั่นมิได้พิสูจน์สิ่งใดๆเลย)

          - He likes anything alcoholic.

(เขาชอบเครื่องดื่มใดๆก็ตาม  ที่ผสมอัลกอฮอล์)

          - To me, it’s more important than anything else.

(สำหรับผมแล้ว  มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด)

          - It didn’t taste anything like soup.

(มันมิได้มีรสชาติใดๆที่เหมือนซุปเลย)

           - There is nothing unusual.

(ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ)

         - Nothing can stop him from coming here.

(มิมีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งเขาไม่ให้มาที่นี่)

17. Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ________________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________________ )

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

18. Those who violate the rules ________________.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิด-ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ____________________ )

(a) should meet severe punishment   (ควรพบกับการลงโทษที่รุนแรง)

(b) must be severely punished   (จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง)  

(c) must be punished severe

(d) should have punishment   (ควรมีการลงโทษ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ในประโยคข้างบน  ควรใช้   “Must”  มากกว่า   “Should”  เนื่องจากเป็นการกำชับมิให้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ  (จึงตัดข้อ  A  และ  D ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “must be punished severely

19. Jewish boys would begin to study _______________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) _____________อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as   (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆเท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

20. _______________ most beginners, he worried about details.

(_____________________  ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As   (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as   (ตามที่, ดังที่)

(c) Like   (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though   (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners)

ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-            This car has an engine _________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๒

-         What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                   ตัวอย่างที่ ๓

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึงเหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                 ตัวอย่างที่ ๔

-         He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                     สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

            - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

           - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

           - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

            - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

21. She is fond of people who think _______________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด ____________________ เธอคิด)

(a) about   (เกี่ยวกับ)

(b) like   (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like   (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as   (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๒๐  ของข้อสอบชุดนี้

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้