หมวดข้อสอบ SAT (ตอนที่ 3)

คำศัพท์ตอนที่ 3

1.  impediment (อิม-เพ้ด-ดิ-เมิ่นท) (n) – อุปสรรค, การขัดขวาง-หน่วงเหนี่ยว-ต้านทาน, การพูดติดอ่าง

2.  confounding (คัน-เฟ้าน-ดิ้ง) (a) – น่าฉงนสนเท่ห์, น่างงงวย, น่าสับสน, น่าตกตะลึง

3.  succinct (ซัค-ซิ้งคท์) (a) – สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, รวบรัด, กะทัดรัด

4.  opaque (โอ-เพ้ค) (a) – ทึบ, ทึบแสง, อับแสง, มืด, คลุมเครือ, เข้าใจยาก, โง่, ทึ่ม, ไม่ฉลาด

5.  buttress (บั๊ท-ทริส) (v) – สนับสนุน

6.  rebut (ริ-บั๊ท) (v) – โต้แย้ง, พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์แย้งว่าที่โจทก์กล่าวหาไม่เป็นความจริง,  นำสืบหักล้าง, โต้กลับ

7.  rebuttal (ริ-บั๊ท-เทิ่ล) (n) – การโต้แย้ง, การพิสูจน์หรือนำสืบหักล้าง, หลักฐานหรือข้อพิสูจน์หักล้าง

8.  thesis (ธี-ซิส) (n) – ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์

9.  critique (คริ-ทิ้ค) (n) – บทวิจารณ์, บทวิจารณ์สั้นๆ, วิธีการวิจารณ์

10.  camaraderie (คา-มะ-ร้า-เดอะ-รี่) (n) – มิตรภาพที่ดี, ไมตรีจิตและความสามัคคีระหว่างเพื่อน

11.  negligible (a) – ไม่สำคัญพอที่จะควรค่าต่อการพิจารณาหรือวิตกกังวล, เล็กน้อย,          ขี้ปะติ๋ว)

12.  paradigm (แพ้-ระ-ไดม) (n) – ตัวอย่าง, แบบ, การสาธิต

13.  lethargic (ลี-ธ้าร์-จิค) (a) – เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ซึม, ง่วง, ง่วงเหงาหาวนอน, เมินเฉย, เฉยเมย

14.  retrospect (n – v) – การมองย้อนไปข้างหลัง, การหวนรำลึก, การคิดถึงอดีต, หวนรำลึก, คิดถึงอดีต

15.  perturbed (เพอร์-เทิ้บ-ดึ) (a) – ถูกรบกวนอย่างมาก, ถูกก่อกวน,  ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ

16.  empirical (เอม-เพี้ยร์-ริ-เคิ่ล) (a) – ที่ได้รับจากการสังเกตหรือทดลอง, ซึ่งได้จากประสบการณ์หรือการทดลอง, ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือการสังเกต (โดยไม่อาศัยวิทยาศาสตร์หรือทฤษฎี)

17.  evince (v) – แสดงอย่างชัดเจน

18.  unbiased (a) – ไม่ลำเอียงหรือเข้าข้างฝ่ายใด, ปราศจากอคติ

19.  circumlocution (เซอ-คัม-โล-คิ้ว-ชั่น) (n) – การพูดอ้อมค้อม, การพูดวกเวียน, การพูดซ้ำซากหรืออย่างน้ำท่วมทุ่ง

20.  eschew (เอส-ชู่) (v) – หลีกเลี่ยง, หลบเลี่ยง, หลบหนี, ละเว้น

21.  chide (ไชด) (v) – ด่าว่า, ตำหนิ, ติเตียน, ดุด่า, ดุ, ตะเพิด

22.  prevalent (เพรฟว-วะ-เลิ่นท) (a) – มีอยู่ทั่วไป, มีอยู่ดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

23.  paramount (แพ้-ระ-เม่าท) (a - n) – สำคัญยิ่ง, ยิ่งยวด, สูงสุด, อันดับหนึ่ง, ยอดเยี่ยม, เจ้าเหนือเจ้า, ผู้ปกครองชั้นสูงสุด

24.  aversion (อะ-เว้อ-ชั่น) (n) – ความเกลียดอย่างรุนแรง, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ-ไม่พอใจ

25.  remiss (รี-มิส) (a) – สะเพร่า, เลินเล่อ, ประมาท, ไม่ระมัดระวัง, เมินเฉย, เกียจคร้าน, เฉื่อยชา

26.  hostile (ฮอส-ไทล) (a) – เป็นปรปักษ์, มุ่งร้าย, มีเจตนาร้าย, โกรธเคือง, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร, ไม่รับแขก

27.  negligent (a) – ละเลย, ไม่สนใจ, ทอดทิ้ง

28.  fastidious (a) – จู้จี้, จุกจิก, จู้จี้พิถีพิถัน, เอาใจยาก

29.  unkempt (a) – สกปรก, ไม่มีระเบียบ, รกรุงรัง, ถูกทอดทิ้ง-ไม่ดูแล, (ผม) ยุ่งเหยิง, เป็นกระเซิง, รุ่มร่าม

 

Choose the best word to fill in the blank in each of the sentences below

1.  Jim ________ me when I eat pizza, but I think it’s OK to eat it in moderation. (จิม ________ ผมเมื่อผมกินพิซซ่า  แต่ผมคิดว่ามันโอเคนะที่จะกินพิซซ่าแต่พอประมาณ)

     (a)  eschews (หลีกเลี่ยง)

     (b) buttresses (สนับสนุน)

     (c)  rebuts (โต้แย้ง, พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์หักล้าง)

     (d) chides (ตำหนิติเตียน, ด่าว่า, ดุด่า)

    (e) evinces (แสดงให้เห็น, แสดงออก, ทำให้เห็น)

2. I’m pretty __________ after I eat all day on Thanksgiving. (ผม ________ อย่างมาก  หลังจากกินตลอดทั้งวันในวันขอบคุณพระเจ้า)

    (a) perturbed (ถูกรบกวน-ก่อกวน, ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ)

    (b) malignant (ร้าย, มีภัย, มีเจตนาร้าย, อันตรายมาก, ถึงตาย)

    (c) lethargic (ง่วงเหงาหาวนอน, ง่วง, ซึม, เซื่องซึม, เฉื่อยชา)

    (d) succinct (สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, รวบรัด, กะทัดรัด)

    (e) unbiased (ปราศจากอคติ, ไม่ลำเอียง)

3. Mary gets a little _________ whenever her boyfriend chats with another girl.  (แมรี่รู้สึก __________  นิดหน่อยเมื่อใดก็ตามที่แฟนของเธอสนทนากับสาวอีกคนหนึ่ง)

    (a) negligible (ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, เล็กน้อย)

    (b) perturbed (ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ, ถูกรบกวน-ก่อกวน)

    (c) opaque (ทึบ, ทึบแสง, มืด, คลุมเครือ, เข้าใจยาก, โง่, ทึ่ม, ไม่ฉลาด)

    (d) negligent (ละเลย, ไม่สนใจ, ทอดทิ้ง)

    (e) chimerical (เพ้อฝัน, ช่างจินตนาการ, ไม่จริง)

4. In _________, I wish I had studied harder in high school so that I’d now have a more solid academic foundation. (ใน __________  ผมปรารถนาว่าผมได้ขยันเรียนมากกว่าที่ผ่านมาในโรงเรียนมัธยม เพื่อว่าในปัจจุบัน  ผมจะได้มีรากฐานทางด้านวิชาการที่แข็งแกร่งมากขึ้นแต่ก็สายไปเสียแล้ว  เพราะผมไม่ได้ขยันในตอนนั้น  ปัจจุบัน ผมเลยอ่อนด้านวิชาการ)

     (a)  chicanery (เล่ห์, เพทุบาย, การหลอกลวง-ต้มตุ๋น-ทุจริต-คดโกง)

     (b) critique (บทวิจารณ์, วิธีการวิจารณ์)

     (c)  circumlocution (การพูดอ้อมค้อม-วกเวียน, การพูดซ้ำซาก-น้ำท่วมทุ่ง)

     (d) camaraderie (มิตรภาพที่ดี, ไมตรีจิตและความสามัคคีระหว่างเพื่อน)

    (e)  retrospect (การมองย้อนไปในอดีต, การหวนรำลึก-คิดถึงอดีต, หวนรำลึก, คิดถึงอดีต)

5. If he wants to win, a coach must be _________ in selecting the players for his team so that he can choose the best available players. (ถ้าเขา – ผู้ฝึกสอน – ต้องการชนะ  ผู้ฝึกสอนจะต้อง ____________   ในการเลือกผู้เล่นสำหรับทีมของเขา  เพื่อที่ว่าเขาจะได้สามารถเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุดที่มีอยู่ได้)

     (a) unbiased (ปราศจากอคติหรือความลำเอียง, ไม่เข้าข้างฝ่ายใด)

     (b) lethargic (ง่วงเหงาหาวนอน, เซื่องซึม, เกียจคร้าน, เฉื่อยชา)

     (c)  skewed (เอียง, เอน, เฉียง, บิด, คด)

    (d) succinct (สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, รวบรัด, กะทัดรัด)

    (e)  perturbed (ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ, ถูกรบกวน)

6. I found the language of the great writer Henry James __________ until my English teacher explained it. (ผมพบว่าภาษาของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ – เฮนรี่ เจมส์ –  ____________ จนกระทั่งครูภาษาอังกฤษของผมอธืบายมัน – ให้ผมฟัง)    

     (a)  unbiased (ไม่ลำเอียง, ไม่เข้าข้างฝ่ายใด)

     (b) perturbed (ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ, ถูกก่อกวน-รบกวน)

     (c)  succinct (สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, กะทัดรัด)

     (d) confounding (น่างงงวย, น่าสับสน, น่าฉงนสนเท่ห์)

     (e)  alluring (ซึ่งดึงดูด, ซึ่งล่อใจ)

7. Newspaper headlines describe events __________ because there is little room for a long description. (หัวข่าวหนังสือพิมพ์บอก (ระบุ) เหตุการณ์ __________ เพราะว่ามีที่ว่างอยู่นิดเดียวสำหรับคำบรรยายที่ยืดยาว – คือ หัวข้อข่าวจะสั้น  แต่มีคำบรรยายอย่างยาวข้างในหนังสือพิมพ์)

     (a)  empirically (โดยอาศัยการสังเกตหรือทดลอง)

     (b) tediously (อย่างน่าเบื่อหน่าย, อย่างน่ารำคาญ)

     (c)  succinctly (อย่างสั้นๆ, อย่างสรุป, อย่างย่อ)

     (d) lethargically (อย่างง่วงเหงาหาวนอน-เซื่องซึม-เฉื่อยชา-เกียจคร้าน)

     (e)  verbatim (คำต่อคำ, ตามตัวอักษร, ตามตัวหนังสือ)

8. One of the biggest __________ faced by developing countries is a lack of an educated work force. (หนึ่งใน ___________  ที่ใหญ่ที่สุด  ที่เผชิญโดยประเทศกำลังพัฒนา  คือการขาดแคลนแรงงานที่มีการศึกษา)

     (a)  tenets (หลักการ, ทฤษฎี, ข้อคิดเห็น, ความเห็น, ข้อบัญญัติ, ความเชื่อ)

     (b) critiques (บทวิจารณ์, วิธีการวิจารณ์)

     (c)  paradigms (แบบ, แบบอย่าง, ตัวอย่าง)

     (d) tomes (หนังสือที่มีขนาดใหญ่มาก)

     (e)  impediments (อุปสรรค-สิ่งกีดขวาง, การขัดขวาง-หน่วงเหนี่ยว-ต้านทาน)

9. Some political scientists support the __________ that the democratic - capitalist system of the United States and other Western countries has reached a state of near perfection. (นักวิทยาศาสตร์การเมืองสนับสนุน __________ ที่ว่า  ระบบประชาธิปไตย-ทุนนิยมของสหรัฐฯและประเทศตะวันตกอื่นๆได้มาถึงสภาวะที่ใกล้ความสมบูรณ์แล้ว)

     (a) thesis (ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์)

     (b) critique (บทวิจารณ์)

     (c)  retrospect (การมองย้อนอดีต, การหวนนึกถึงอดีต, มองอดีต, ระลึกถึงอดีต)

     (d) discourse (การบรรยาย-สนทนา-อภิปราย, คำปราศรัย, สุนทรพจน์)

     (e)  camaraderie (มิตรภาพที่ดี, ไมตรีจิตและความปรองดองระหว่างเพื่อน)

10. Dr. Collin Woods says that there is no single ___________ to be followed in writing an essay, but that we should read the essays of excellent practitioners of the art such as Lewis Thomas, Bertrand Russell, and Freeman Dyson to get an idea of how it can be approached. (ด็อกเตอร์คอลลินวู๊ดส  กล่าวว่าไม่มี ____________   อันเดียวโดดๆ ที่จะให้ทำตามในการเขียนเรียงความแต่ (กล่าว) ว่าเราควรอ่านเรียงความของผู้ปฏิบัติงานยอดเยี่ยมทางด้านศิลปะ  เช่น เลวิสโธมัส, เบอร์ทรันด์  รัสเซลล์  และ ฟรีแมน  ดีซั่น  เพื่อให้ได้ความคิดที่ว่า  จะสามารถเข้าถึงการเขียนเรียงความ (ที่ดี) ได้อย่างไร)

     (a)  paragon (ตัวอย่างอันยอดเยี่ยม, เพชรน้ำหนึ่ง)

     (b) anomaly (ความผิดปกติ)

     (c)  acumen (ความฉลาดหลักแหลม, ความปราดเปรื่อง, ความมีไหวพริบ)

     (d) paradigm (แบบ, แบบอย่าง, ตัวอย่าง)

     (e) thesis (ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์)

11. The teachers could not get the little boy to __________ any interest in their  project. (บรรดาครูไม่สามารถทำให้เจ้าเด็กน้อยคนนั้น __________  ความสนใจใดๆ ในโครงการของพวกเขา)

     (a)  reiterate (กล่าวซ้ำ, กระทำซ้ำ)

     (b) surmise (คาดการณ์, คาดคะเน, เดา, เก็ง, นึก, คิด)

     (c)  evince (แสดงให้เห็น)

     (d) justify (พิสูจน์ว่าถูกต้อง, แสดงเหตุผลอันสมควร)

     (e)  buttress (สนับสนุน)

12. Scientists predicted that this would have a/an __________   effect on the  temperature and was not deleterious to both humans and animals. (นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า  สิ่งนี้จะมีผลกระทบ ___________   ต่ออุณหภูมิ  และไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์)

     (a)  invisible (ไม่สามารถมองเห็นได้)

     (b) prodigious (ใหญ่โตมโหฬาร, มหาศาล, มากมาย)

    (c)  tenuous (บาง, ผอมบาง, แบบบาง, เรียวเล็ก)

    (d) negligible (ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, เล็กน้อย)

    (e)  unprecedented (ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน)

13. The theory of star formation is not based on guesses about ancient events: it is well supported by __________ evidence – observations of stars forming in areas of high hydrogen density. (ทฤษฎีของการก่อตัวของดวงดาวมิได้มีพื้นฐานอยู่บนการคาดคะเน – หรือเดา – เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในสมัยโบราณ  แต่ว่ามันได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหลักฐาน ____________  กล่าวคือ  การสังเกตดวงดาวที่ก่อตัวขึ้นในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูงของไฮโดรเจน)

     (a)  inexplicable (ซึ่งอธิบายไม่ได้)

     (b) empirical (ที่ได้รับจากการสังเกตหรือทดลอง)

     (c)  negligible (ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, เล็กน้อย)

     (d) chimerical (เพ้อฝัน, ช่างจิตนาการ, ไม่จริง)

     (e)  opaque (มืด, ทึบ, อับแสง, คลุมเครือ, เข้าใจยาก, โง่, ทึ่ม)

14. It was a complete __________ of the charges against the President.  (มันเป็น ___________ ที่สมบูรณ์  ของการฟ้องร้อง-ดำเนินคดี  (หรือของข้อกล่าวหาต่อท่านประธานาธิบดี)

      (a) thesis (ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์)

      (b) impediment (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, การขัดขวาง-หน่วงเหนี่ยว)

      (c) critique (บทวิจารณ์)

      (d) rebuttal (การพิสูจน์แย้ง, การพิสูจน์หักล้าง, การแก้ต่างในคดี)

      (e) antithesis (ความตรงกันข้าม, การต่อต้าน)

15. A civilized government must __________ violence and resort to peaceful negotiation and settlement instead. (รัฐบาลที่มีอารยธรรมจะต้อง __________ ความรุนแรง  และหันไปใช้การเจรจาและการตกลงแก้ปัญหาโดยสันติวิธีแทน)

     (a)  evince (แสดงให้เห็น)

     (b) replicate (จำลอง, ทำสิ่งจำลอง, ทำสำเนา)

     (c)  rebuke (ดุด่า, ว่ากล่าว, ตำหนิ, ประณาม)

     (d) rebut (พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์หักล้าง, นำสืบหักล้าง, โต้แย้ง)

     (e)  eschew (หลีกเลี่ยง, หลบเลี่ยง, หลบหนี, ละเว้น)

16. Long hair among boys is so _________ today, there is no longer a prohibition against it in most schools. (ผมยาวในบรรดาเด็กผู้ชาย __________มากในปัจจุบัน  ทั้งนี้  ไม่มีการห้ามไว้ผมยาวต่อไปอีกแล้วในโรงเรียนส่วนใหญ่)  

     (a)  lethargic (ง่วงเหงาหาวนอน, เซื่องซึม, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน)

     (b) superficial (ผิวเผิน, อยู่ผิวนอก, ใกล้ผิวหน้า, ตื้นๆ, ไม่ลึกซึ้ง, ไม่สำคัญ)

     (c)  prevalent (มีอยู่ทั่วไป, มีดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป)

     (d) irascible (โมโหร้าย, หงุดหงิด)

     (e)  heterogeneous (ที่ผสมกัน, ที่ปนกัน, ที่มีเนื้อต่างกัน)

17. A good politician seeks the _________ issue in his community. (นักการเมืองที่ดีสอดส่องหา (หรือสืบหา, สำรวจ) หัวข้อปัญหา (หรือประเด็น) ___________  ในชุมชนของเขา – เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้กับประชาชน)

      (a) senile (ชรา, สูงอายุ, ถูกกัดกร่อนจนเป็นที่ราบ)

      (b) imprudent (ไม่รอบคอบ, เลินเล่อ, ประมาท, บุ่มบ่าม)

      (c) paramount (สำคัญที่สุด, สำคัญยิ่ง)

      (d) pathetic (น่าสมเพชเวทนา)

      (e) indolent (เกียจคร้าน)

18. Parents are often __________ in not warning their children of the dangers  of cigarette smoking. (พ่อแม่มักจะ ____________ อยู่บ่อยๆ  ในการไม่เตือนลูกๆ ของตนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่)

     (a)  commodious (กว้าง, กว้างขวาง, มีบริเวณเนื้อที่มาก)

     (b) remiss (สะเพร่า, เลินเล่อ, ประมาท, ไม่ระมัดระวัง)

     (c)  banal (น่าเบื่อ, ซ้ำๆซากๆ, เก่าแก่, ไร้ความสดชื่น)

    (d) deplorable (น่าเสียใจ, น่าโศกเศร้า, น่าเสียดาย, น่าตำหนิ, เลว)

    (e)  repugnant (น่ารังเกียจ, น่าขยะแขยง, น่าสะอิดสะเอียน, น่าเกลียดชัง)

19. The female __________ to mice is considered absurd by boys. ( ___________ หนูของผู้หญิงถูกมองว่าเหลวไหล-ไร้สาระ (หรือน่าหัวเราะ) โดยพวกเด็กผู้ชาย)

      (a) aversion (ความเกลียดอย่างรุนแรง, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ)

      (b) rebuke (การดุด่า-ว่ากล่าว, การดุ-ด่า-ต่อว่า-ประณาม-ตำหนิ, ดุ, ดุด่า, ต่อว่า, ว่ากล่าว, ตำหนิ, ประณาม)

      (c) penury (ความยากจน)

     (d) dexterity (ความชำนาญ-คล่องแคล่ว-หลักแหลม-ถนัดมือขวา)

     (e)  compassion (ความสงสาร)

20. The audience became extremely ___________ when the speaker began to attack minority groups. (กลุ่มผู้ฟัง ____________  อย่างมาก  เมื่อผู้พูดเริ่มกล่าวโจมตีคนกลุ่มน้อย)

     (a)  benevolent (เมตตา, กรุณา, ใจบุญ, ชอบทำบุญ)

     (b) strident (ดัง, แสบหู, ห้าว, หยาบคาย)

     (c)  concomitant (มาพร้อมกัน, คู่กัน)

     (d) hostile (โกรธเคือง, เป็นปรปักษ์, มุ่งร้าย, มีเจตนาร้าย, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร)

     (e)  prodigious (ใหญ่โตมโหฬาร, มหาศาล, อย่างยิ่ง, มหันต์, มหัศจรรย์)

21. Jeff was so __________ about table manners that he lost his equanimity  when his son reached for the bread. (เจฟฟ์ ____________  อย่างมากเกี่ยวกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร  จนกระทั่งเขาสูญเสียความมีอารมณ์เย็น (ใจเย็น) ของตน  เมื่อลูกชายของเขาเอื้อมมือไปหยิบขนมปัง)

     (a)  uncouth (เร่อร่า, ป่าเถื่อน, ซุ่มซ่าม, ไม่มีมารยาท)

     (b) perverse (ดื้อรั้น, หัวแข็ง, ดันทุรัง, ออกนอกลู่นอกทาง, ผิดปกติ, วิปริต, วิปลาส)

     (c)  fastidious (จู้จี้พิถีพิถัน, จู้จี้, จุกจิก, เอาใจยาก)

    (d) noisome (เหม็น, สกปรก, น่ารังเกียจ, เป็นพิษ, เป็นอันตราย)

    (e)  unmitigated (ไม่บันยะบันยัง, ไม่บรรเทา, ไม่ลดลง, ยัง (เลว) เหมือนเดิม)

22. Children think mothers are asinine to get upset about their __________ rooms. (พวกลูกๆคิดว่าแม่ของตนไม่ฉลาด (โง่) ที่ไม่สบายใจ (ไม่มีความสุข-ผิดหวังเกี่ยวกับห้องที่ ____________  ของพวกเขา)

     (a)  vivacious (ร่าเริง, มีชีวิตชีวา)

     (b) gaunt (ผอมแห้ง, มีแต่กระดูก, ซูบซีด, แห้งแล้ง, เปล่าเปลี่ยว)

     (c)  reticent (เงียบขรึม, ไม่พูด, สงวนท่าที, ระมัดระวัง)

    (d) transient (ไม่จีรัง, ชั่วครู่ชั่วยาม, มีอายุสั้น)

    (e)  unkempt (สกปรก, ไม่เป็นระเบียบ, ไม่ได้รับการดูแล-เอาใจใส่, รกรุงรัง, (ผม) ยุ่งเหยิง