หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 15)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. Hurricanes are (1) tropical storms in which winds attain (2) speeds above seventy-five miles (3) the hour and carry (4) heavy rains with them. 

  (พายุเฮอริเคนเป็นพายุในเขตร้อน  ซึ่งลมมีความเร็วสูงกว่า ๗๕ ไมล์ต่อชั่วโมง  และพาฝนที่ตกหนักไปพร้อมกับมัน)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น  “an hourดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-             (1) All the blood in the body (2) passes through the heart (3) atleast twice (4) the minute.

(เลือดทั้งหมดในร่างกายไหลผ่านหัวใจ  อย่างน้อยที่สุด ๒ ครั้ง ต่อ ๑ นาที)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น  “a minute” เนื่องจากต้องใช้  “a” และ“an”  นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอกถึง “ราคา”  “อัตราส่วน”  “น้ำหนัก”  “ความเร็ว”  และ  “เวลาเช่น     -   a pound a dozen  (โหลละ ๑ ปอนด์)

-        ten dollars a pair  (คู่ละ ๑๐ เหรียญ)

-         50 baht a kilo  (๕๐ บาทต่อ ๑ กิโล)

-         100 baht a yard  (๑๐๐ บาทต่อ ๑ หลา)

-         once a month  (เดือนละ ๑ ครั้ง)

-         twice a year  (ปีละ ๒ ครั้ง)

-         three times a year  (ปีละ ๓ ครั้ง)

-         ninety miles an hour  (๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)

2. (1) Some the large (2) paper-making machines can produce more than two million (3) pounds of paper in (4) a single day.

(เครื่องจักรผลิตกระดาษที่มีขนาดใหญ่บางชนิด  สามารถผลิตกระดาษได้มากกว่า ๒ ล้านปอนด์ในเวลา ๑ วัน)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “Some” หรือ “Some of the

3. Historically, no artists (1) have presented clearer or (2) the more complete (3) records of the development of human culture (4) than sculptors have.

   (ตามประวัติศาสตร์  ไม่มีศิลปินคนใดที่ได้เคยแสดงประวัติ (หรือบันทึก) เรื่องพัฒนาการของวัฒนธรรมของมนุษย์  ได้ชัดเจนหรือสมบูรณ์  มากไปกว่าที่ช่างแกะสลักหรือช่างปั้นรูปได้กระทำ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “more”  โดยไม่ต้องมี “the” นำ  เนื่องจากมิได้เน้นเฉพาะเจาะจงว่าเป็นประวัติหรือบันทึกอันใดหรือของใคร  ทั้งนี้   อาจสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่า  ไม่ต้องมี “the” อยู่หน้า “clearer” เช่นเดียวกัน

4. Historians (1) believe that some (2) forms of (3) an advertising must be as old (4) as barter and trade.

(นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ารูปแบบบางอย่างของการโฆษณา  จะต้องเก่าแก่พอๆกันกับการแลกเปลี่ยนสินค้าและการค้า)

ตอบ  -  ข้อ   ๓   แก้เป็น  “advertising”  เนื่องจากเป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ “An” นำหน้าได้

5. The (1) social studies, (2) broad speaking, (3) deal with man’s (4) relationship to other men. 

  (การศึกษาด้านสังคม  -  กล่าวอย่างกว้างๆ  -  เกี่ยวข้องกับความ สัมพันธ์ของบุคคลกับคนอื่นๆ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “broadly speaking”  เนื่องจากขยายกริยา “speaking”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

6. Shorthand is a method (1) of recording words (2) rapid by using symbols or (3) letters (4) to represent sounds.  

(ชวเลขเป็นวิธีการบันทึกคำอย่างรวดเร็ว  โดยการใช้สัญญลักษณ์หรือตัวอักษรแทนเสียง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “rapidly” เนื่องจากขยายกริยา  “recording”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

7. The (1) adult gorilla (2) looks fierce, (3) and it is actually a shy, friendly animal that needs (4) companionship and attention.

(ลิงกอริลล่าที่โตเต็มที่แล้วมีท่าทางดุร้าย  แต่จริงๆแล้วมันเป็นสัตว์ขี้ตื่น (ขี้ตกใจ) และเป็นมิตร  ซึ่งต้องการมิตรภาพและความสนใจ-เอาใจใส่)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “but”   “however”  “nevertheless”  หรือnonetheless” (๓ คำหลัง หมายถึง “อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี”)  เนื่องจากข้อความขัดแย้งกัน  คือ  “มีท่าทางดุร้าย  แต่ขี้ตกใจและเป็นมิตร

8. Agriculture (1) is one of the world’s (2) mostly important occupations because (3) everyone depends upon plants (4) for food.

(การเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่สำคัญที่สุดของโลกอาชีพหนึ่ง  เพราะว่าทุกคนพึ่งพาอาศัยพืชเป็นอาหาร)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “most important”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดในรูป “One of the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         He is one of the best employees in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่ดีทีสุดในบริษัท)

-         She is one of the most beautiful girls in the city.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงที่สวยที่สุดในเมือง)

-         This car is one of the most expensive we have bought.

(รถคันนี้มีราคาแพงมากที่สุดคันหนึ่งที่เราได้ซื้อมา)

-         This road is one of the longest in town.

(ถนนสายนี้ยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเมือง)

-         The university is one of the largest in the country.

(มหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

9.(1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.

   (ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี – ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซสเพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “No” เนื่องจาก “No” ใช้นำหน้าคำนาม (woman)   ส่วน  Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า  “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

        - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

       - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

       - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

       - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

       - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

       - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

       - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้  -  ใช้  “No” แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ “Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

       - No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน  - แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ - “Not” อาจจะใช้กับคำนามได้ โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่ “No + Noun” = ไม่มี  ดังตัวอย่าง

       - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

       - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

           นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้  “Not” กับ “Infinitive with to” และ Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

         - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

      - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

      - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

      - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

             ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ) “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking(ห้ามสูบบุหรี่)

               สำหรับตัวอย่างของ “No” และ “Not”  ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

        - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

       - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม  -  หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

        - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

        - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

        - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

        - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

        - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

        - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

        - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

        - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

        - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

        - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

        - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

       - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

       - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

         - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

         - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

10. (1) According to entomologists, (2) pollinating insects are attracted to flowers by scent (3) also by (4) color.

(ตามที่นักกีฏวิทยา – ผู้ศึกษาเกี่ยวกับแมลง – กล่าวไว้  แมลงที่ช่วยผสมเกสรถูกดึงดูดไปสู่ดอกไม้  โดยกลิ่นและโดยสี)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “and”  สำหรับ  “Also”  (ด้วย, เช่นเดียวกัน) )  ใช้เมื่อกล่าวถึงสิ่งหนึ่งแล้ว  ต้องการจะกล่าวถึงสิ่งอื่นอีก   ดังในประโยคตัวอย่าง

         - Mr. Seri Suprathid is PWA Governor and also the secretary of its Board of Directors.

(นายเสรี  ศุภราทิตย์  เป็นผู้ว่า กปภ.  และเป็นเลขานุการบอร์ด กปภ. ด้วย)

        - They did not only give him food, they also provided him with transportation.

(พวกเขาไม่เพียงแต่ให้อาหารแก่ชายผู้นั้น  พวกเขายังช่วยเหลือเรื่องการเดินทางด้วย)

        - The pens are also available in blue and green.

(ปากกายังมีสีน้ำเงินและสีเขียวด้วย  -  นอกเหนือจากสีอื่นๆ)

        - I think it is also worth bearing in mind that he was under a lot of stress at the time.

(ผมคิดว่า  -  นอกเหนือจากเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว  -  มันควรค่าแก่การจดจำไว้ด้วยว่า   เขาอยู่ภายใต้ความเครียดอย่างมาก ณ เวลานั้น)  (จึงทำอะไรที่ไม่สมควรลงไป  และควรได้รับการให้อภัย  เป็นต้น)

       - Knowledge, which is in many ways our blessing, is also our curse.  (ความรู้,  ซึ่งในหลายๆทางเป็นการอวยพร  (หรือสิ่งที่ทำให้โชคดีหรือมีความสุข) ของเรา,  ยังเป็นคำสาปแช่ง (ความหายนะ) ของเราด้วย)  (หมายถึง  ความรู้ถ้าใช้ในทางที่ดีก็เกิดประโยชน์หรือเป็นคุณกับผู้ใช้  แต่ถ้าใช้ในทางที่ผิด  ก็อาจนำความหายนะมาสู่ผู้นั้น)

11. (1) Computers are used (2) extensively in (3) industry, research, (4) but education.

(คอมพิวเตอร์ถูกใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม  การวิจัย  และการศึกษา)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “and”  เนื่องจากความหมายคล้อยตามกัน หรือ บอกข้อมูลเพิ่มเติม  ส่วน “But” ใช้บอกข้อความที่ขัดแย้งกัน เช่น

         - He is slow but sure.   (เขาทำอะไรช้า  แต่ด้วยความมั่นใจ)

         - She is beautiful but foolish.   (เธอสวยแต่โง่)

        - They are poor but healthy.   (พวกเขาจน  แต่มีสุขภาพดี)

12. (1) Since their high vitamin and low (2) calorie content, mushrooms are (3) included in certain (4) diets.

(เนื่องมาจากวิตามินที่สูงและปริมาณแคลอรี่ต่ำ  เห็ดจึงถูกรวม (ผสม) เข้าไว้ในอาหารบางอย่าง)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “Due to, Because of, Owing to, On account of  = เนื่องมาจาก   เนื่องจากคำเหล่านี้  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ส่วน “Since, Because, As = เพราะว่า  ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

       - Due to the bad weather, we had to cancel our plan for a picnic.

(เนื่องมาจากอากาศที่เลวร้าย  เราจำเป็นต้องยกเลิกแผนการออกไปปิ๊กนิค)

     - Because the weather was bad, we had to cancel our plan for a picnic.  (เพราะว่าอากาศเลวร้าย  เราจำเป็นต้องยกเลิกแผนการออกไปปิ๊กนิค)

       - People’s spending is low because of an economic slowdown.

(การใช้จ่ายของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ  เนื่องมาจากการชะงักงันทางเศรษฐกิจ)

       - Bill lost his job since he was very rude to his colleagues.

(บิลต้องตกงาน  เพราะว่าเขาหยาบคายกับเพื่อนร่วมงาน)

13. The (1) numberof movie tickets sold (2) seems to be more important to producers (3) as the quality of the film (4) shown.

(จำนวนตั๋วภาพยนตร์ที่จำหน่าย  ดูเหมือนว่ามีความสำคัญต่อผู้สร้างหนัง  มากกว่าคุณภาพของภาพยนตร์ที่นำออกแสดง)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “than” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  (…..more………than)

14. In (1) time of mourning the Romans let their beards (2) grow, (3) where the Greeks cut their (4) beards

(ในช่วงเวลาของการไว้ทุกข์  ชาวโรมันจะปล่อยให้เคราของตนยาว   แต่ทว่า (ในทางตรงกันข้าม)  ชาวกรีกจะตัดเคราของตนทิ้ง)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “whereas”  หรือ  “but” ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         Wise men love truth; ______________ fools shun it.

(คนฉลาดรักความจริง ____________________ คนโง่หลีกเลี่ยงมัน)

(a) because   (เพราะว่า)

(b) whereas   (ในทางตรงกันข้าม, แต่ทว่า, อย่างไรก็ตาม)

(c) unless   (ถ้า.................ไม่)

(d) therefore   (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

15. (1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “as if หรือ  as though” เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  และต้องใช้ “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้ “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”  ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ  หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า “Past subjunctive”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            -  He spends his money _____________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _____________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ  –  ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “As though” หรือ “As if”  หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา “spends”)  จึงใช้  were” กับประธาน  “he”  ในประโยคย่อย  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ต้องเปลี่ยนเป็น  “had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

-        He acts as if he were a millionaire.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

-        He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-        The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-        He says as though he loved her.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

-        I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

16. Teeth are (1) made to cut, (2) tear or crush food (3) in that

(4) it can be swallowed.

(ฟันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัด (หั่น)  ฉีก  หรือบดอาหาร  เพื่อที่ว่ามัน (อาหาร)  จะสามารถถูกกลืนลงไปได้)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น so that” หรือ “in order that(เพื่อที่ว่า)  ซึ่งจะตามด้วยผลลัพธ์จากการกระทำในประโยคใหญ่ (Main clause)  ที่อยู่ข้างหน้ามัน  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - He ran away so that (in order that) he would not be arrested.

(เขาวิ่งหนีไปเพื่อที่ว่าเขาจะได้ไม่ถูกจับ)

          - People work hard so that their country will prosper.

(ประชาชนขยันทำงานเพื่อที่ว่าประเทศของตนจะได้เจริญรุ่งเรือง)

          - We studied hard in order that we could pass the exam.

(เราขยันเรียนเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถสอบผ่าน)

          - He bought a book so that his sister could read it.

(เขาซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง  เพื่อที่ว่าน้องสาวจะได้อ่านมัน)

17. Life insurance, (1) before available only (2) to young, healthy persons, (3) can now be obtained for old people and (4) even for pets.

(การประกันชีวิต   -   เมื่อก่อนนี้ทำได้แต่เฉพาะบุคคลหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี –  ในปัจจุบันสามารถทำได้โดยคนชรา  และแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “previously” หรือ “formerly” (เมื่อก่อนนี้, แต่ก่อนนี้, ในอดีต)  สำหรับ “Before” (ก่อน)  สามารถตามด้วยประโยค (Subject + Verb)  หรือ  “วลี”   หรือ “Gerund” (Verb + ing)   ก็ได้  ดังตัวอย่างข้างล่าง

            - Please lock the door before going out.

(โปรดล๊อคประตูก่อนออกไป)

          - It took place just before Christmas.

(มันเกิดขึ้นก่อนคริสต์มาสพอดี)

          - It is before 4 o’clock when they get back to their home from school.  (มันเป็นเวลาก่อน ๔ โมง  เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้านจากโรงเรียน)

          - Can I see you before you go, Jim?

(ผมขอพบคุณก่อนคุณไปได้ไหม  จิม)

          - She always arrives at the office before the manager and me.

(เธอมาถึงสำนักงานก่อนผู้จัดการและผมเสมอ)

          - Before World War I, the farmers used to use horses instead of tractors.  (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑  ชาวนาเคยใช้ม้าแทนที่จะเป็นรถแทร็คเตอร์)

          - It had rained the night before.

(ฝนได้ตกเมื่อคืนก่อนหน้านั้น  - หมายถึงคืนก่อนที่มีเหตุการณ์ที่เรากำลังพูดถึง หรือได้พูดถึงไปแล้ว)

          - She had never been drunk before in her life.

(เธอไม่เคยเมามายมาก่อนเลยในชีวิต  -  หมายถึงในขณะที่พูด หรือ ก่อนเหตุการณ์ที่ได้กล่าวถึง)

          - Have you ever been to London before?

(คุณเคยไปลอนดอนมาก่อนไหม)

          - You have to pay out 50 dollars in cash before they’ll give it to you.   (คุณจะต้องจ่ายเป็นเงินสด  จำนวน ๕๑ เหรียญ  ก่อนที่พวกเขาจะให้มันแก่คุณ)

         - Before he could get any further, the telephone rang.

(ก่อนที่เขาจะคิดอะไรออก – หรือทำอะไรต่อไป – เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น)

18. (1) Once born, the baleen whale (2) must surface immediately to breathe; (3) moreover (4) it may drown.

(ในทันทีที่เกิดมา  ปลาวาฬบาลีนจะต้องโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำโดยทันทีทันใดเพื่อหายใจ  มิฉะนั้น  มันอาจจะจมน้ำตาย)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “Otherwise” “Or”  หรือ  “Or else”  (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)  ต้องใช้  ๓  คำนี้  เนื่องจากเป็นการให้เลือกทำ กล่าวคือ  ถ้าทำเช่นนี้  ก็จะไม่เป็นอย่างนั้น  หรือ  ถ้าไม่ทำเช่นนั้น  ก็จะเป็นอย่างนี้

19. Juilliad School is (1) best known (2) for offering courses in performing (3) arts, music, and (4) dramatically.

(สำนัก “จุยอิลเลียด”  เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดว่าเสนอหลักสูตร (วิชาที่เปิดสอน)  ในการแสดงศิลปะ  ดนตรี  และการละคร)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “drama” (การละคร – เป็นคำนาม)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับคำนามอีก ๒ คำ  คือ  “arts”  และ “music” หรืออาจดูว่า  หลังกริยา performing” (แสดง)  ต้องตามด้วยกรรม  ซึ่งเป็นคำนาม

20. The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรํฐฯ  ราวๆ ปี ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “had been built” เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3) ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”   จะมีโครงสร้าง “Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “Past perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-       Cash awards were given to employees who ____________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ___________________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered   (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (a) เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense” (had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (were givenในที่นี้อยู่ในรูป Passive voice”)  กล่าวคือ   มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น ๒ เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้  “Past perfect” (Subject + had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง  ใช้  “Past simple(subject + V. 2)   ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ............”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน จึงใช้  Past simple  ประโยคในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีคำ “Before”  “After” หรือ  “When”   ปรากฏอยู่ด้วย   ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

-         Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(ออกจากบ้านเกิดก่อน ใช้ “Past perfect” บอกผมเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple” หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้ “Past perfect”)

21. The human (1) back has many (2) groups of muscles (3) that they perform different (4) tasks.

(หลังของมนุษย์มีกลุ่มของกล้ามเนื้อจำนวนมาก  ซึ่งทำงาน  (หน้าที่)  แตกต่างกันไป)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “that” หรือ “which”  เนื่องจากแทน “muscles” อยู่แล้ว  จึงไม่จำเป็นต้องมี  “they” อีก  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “that”  “which  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         This building, ________________ was built more than 100 years ago, is scheduled for demolition next month.

(อาคารนี้, _____________________ ถูกสร้างเกินกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว,  ถูกกำหนดเวลาสำหรับการทำลายทิ้งในเดือนหน้า)

(a)  it

(b) that

(c)  was

(d) which

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  หรืออนุประโยค  (Subordinate clause) คือ  “which was built more than 100 years ago”  และชี้เฉพาะเจาะจงด้วยว่าเป็น  “อาคารแห่งนี้”  สำหรับ   “That”   ใช้เป็นประธานของประโยคย่อยได้เช่นกัน  แต่ต้องไม่ชี้เฉพาะเจาะจง  เช่นในประโยค

-         The building that (หรือ which) is too old will be demolished.

(อาคารที่เก่าแก่เกินไปจะถูกรื้อทิ้ง)  ประโยคนี้ใช้ “that”  ขยาย “building”  ได้  เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน   เพียงแต่บอกว่า “อาคารที่เก่าแก่เกินไป”  เท่านั้น   สำหรับตัวอย่างอนุประโยคแบบชี้เฉพาะ (ซึ่งต้องใช้ “which” นำหน้าเท่านั้น)  และไม่ชี้เฉพาะ  (ใช้ “that”  หรือ “which” นำหน้าก็ได้)  เช่น

-         Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม)  –  ข้อนี้ต้องใช้  which ขยายเพียงอย่างเดียว   เนื่องจาก  “กรุงเทพฯ”  เป็นคำชี้เฉพาะ  มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

-         The city that (หรือ  which) is a capital should be clean.

(เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวงควรจะสะอาด)   -  ข้อนี้จะใช้  that  หรือ which  ขยาย  ก็ได้ เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆไป มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

22. (1) Between the many (2) contemporary painters, Andy Worhol (3) in many respects (4) is the most controversial.

(ในบรรดาจิตรกรร่วมสมัย  (ในยุคเดียวกัน) จำนวนมาก  แอนดี้ วอร์ฮอล  -  ในหลายแง่หลายมุม  -  เป็นผู้ที่ทำสิ่งต่างๆที่ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยมากที่สุด – เมื่อเปรียบกับจิตรกรคนอื่นๆ)  (คือคิดนอกกรอบ  หรือ ทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือความคิดความเชื่อของคนส่วนมาก  มากที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น “Among” เนื่องจากใช้กับ  “คน, สัตว์, สิ่งของ”  ที่มีจำนวนตั้งแต่  ๓ ขึ้นไป   สำหรับ “Between”  (ระหว่าง)   ใช้กับจำนวน ๒

23. Many pressures (1) affect exchange rates, (2) included interest and inflation rates, (3) trade balances, and world economic (4) growth.  

(แรงกดดันมากมายส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน  รวมถึง  อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ  ดุลการค้า  และการเจริญเติบโตของเศรฐกิจโลก)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “including”  จะใช้  “included”  ไม่ได้  เนื่องจากประโยคมีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ  “affect”  (มีผลกระทบ)

24. In the U.S.A., the (1) high cost of health insurance, (2) which has received so (3) many attention, has caused (4) changes in the way corporations do business.

(ในสหรัฐฯ  ค่าใช้จ่ายที่สูงของการประกันสุขภาพ  ซึ่งได้รับความสนใจ-เอาใจใส่อย่างมาก  ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการที่บริษัทดำเนินธุรกิจของตน)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “much”  เนื่องจาก “attention”  เป็นนามนับไม่ได้

25. (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “awkward” เนื่องจาก  “Seem + Adjective” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์ (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)   เหมือนในกรณีทั่วไป  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry (โกรธ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Seem + Adjective” เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น   มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

     - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

     - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

     - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

     - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

                     (อธิบายเพิ่มเติม)   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก “Linking verb ได้แก่   be (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem (ดูเหมือนว่า), appear (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look  (มีท่าทาง), smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ), turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  เสมอ เช่น

-        Tom became rich.  (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.  (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.  (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.  (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.  (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.  (ซุปมีรสหวาน)