หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 14)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. (1) Group decision can be (2) done (3) either consciously or (4) unconsciously. 

(การตัดสินใจแบบกลุ่ม  สามารถทำได้  ไม่ในแบบมีสติ (มีจิตสำนึก)  ก็ในแบบไร้สติ (ไร้จิตสำนึก)  –  คืออย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง)

ตอบ  -   ข้อ ๒  แก้เป็น  “madeดูคำอธิบายการใช้ “Do” และ  “Make”จากข้างล่าง

สำหรับวลีที่ใช้ “Do” และ “Make”  ได้แก่

Do

        - do one’s best (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)

        - do one’s duty  (ทำหน้าที่ของตน)

        - do good  (ทำดี)

        - do bad  (ทำชั่ว)

        - do harm  (ทำอันตราย)

        - do someone a favor  (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good  (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right (wrong) thing  (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty  (ทำหน้าที่)

        - do work  (ทำงาน)

        - do things  (ทำสิ่งต่างๆ)

      - do a lot of reading  (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

      - do your teeth  (แปรงฟันของคุณ)

      - do the flowers  (จัดดอกไม้)

      - do the cleaning  (ทำความสะอาด)

      - do the washing up  (ซักผ้า-ล้างจาน)

      - do the cooking  (ปรุงอาหาร)

      - do nothing  (ไม่ทำอะไร)

      - do something about a problem  (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

    - do something about immigration  (แก้ปัญหาการอพยพ)

      - do all we can  (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

      - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

      - That hat does nothing for you.  (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

      - I wonder what his father does.  (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

      - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

      - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

      - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

      - do a subject  (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

       -   He can do 120 miles per hour in that car.

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

    - This pen will do.

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

     - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

      - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

      - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

      - What can I do for you?

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

      - How are you doing?  (คุณสบายดีหรือครับ)

      - How do you do(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

     - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

      - Easier said than done.(พูดง่ายกว่าทำ  –  เป็นสุภาษิต)

    - make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้ – เงิน, สิ่งของ – เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)  (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว  มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  (เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้ (ตอก) แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

       - dos and don’ts(สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

      - do homework (housework) (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

      - do crossword puzzles  (ทำปริศนาอักษรไขว้)

     - do the exercise  (ออกกำลัง)

     - do the bedroom  (จัดห้องนอน)

     - do away with  (กำจัด, ทำลาย)

       -  do the shopping  (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

        -  do business  (ทำธุรกิจ)

       - have something to do with  (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

       - have nothing to do with  (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

Make

-         make a mistake  (ทำผิด)

-         make a noise  (ทำเสียงดัง)

-         make a speech  (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole  (เจาะรู)

-         make beds  (สร้างเตียง)

-         make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold  (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat  (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice  (เลือก)

-         make a discovery  (ค้นพบ)

-         make a statement  (พูด, กล่าว)

-         make a decision   (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion  (แนะนำ)

-         make an announcement (ประกาศ)

-         make up  (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for  (ชดเชย)

-         make out  (เข้าใจ)

-         make you a good secretary  (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor  (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour  (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four  (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

-         make a fool of oneself  (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

2. (1) Even when exhausted, (2) an Olympic gymnast (3) continues to work out and (4) performing

(แม้กระทั่งเมื่อเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า  นักยิมนาสติกกีฬาโอลิมปิคยังคงฝึกซ้อมและแสดงต่อไป)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น “perform” เพื่อให้สมดุลกับ“work out”  คือ เหมือนมี To” อยู่ข้างหน้า แต่ละไว้ ไม่ต้องเขียนลงไป  เพราะมี “To” อยู่หน้า  “work out” แล้ว {continue to work out and (to) perform}

3. The jurisdiction of a (1) public government (2) extensive over all people (3) who live in a (4) certain area.

(ขอบเขตอำนาจ (หรืออำนาจในการควบคุม) ของรัฐบาลของประชาชน  ขยายไปยังประชาชนทุกคน  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “extends” เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  (The jurisdiction of ……………..people) โดยมี “The jurisdiction” เป็นประธานของประโยคใหญ่  และมี  “of a public government” เป็นส่วนขยายประธาน

4. In order (1) to adjust to their (2) surroundings, organisms must respond to such stimuli (3) to be light, (4) temperature, and pressure.

(เพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของตน  สิ่งมีชีวิตจะต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้า  เช่น  แสง  อุณหภูมิ และความกดดัน)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “as” เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  “such…………as” หรือ such as”  (ดังเช่น, เช่น)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “คำคู่”  “such…………as” จากประโยคข้างล่าง

-            Household goods are ______________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ ___________________เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as  (สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากประธานประโยค  เป็นพหูพจน์  (Household goods) จึงต้องใช้ “things” เป็นรูปพหูพจน์ตามไปด้วย

                  ดูการใช้ “คำคู่” อื่นๆจากประโยคข้างล่าง

-      Both breakfast ___________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า __________________  อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but  (แต่)

(b) or  (หรือ)

(c) either  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and  (และ)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  เช่น  “both……and…..”(ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)“neither……nor…..”(ไม่ทั้ง.......และ..........)  “not only…… but also……”  (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)   เช่น

-         Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) จะมางานเลี้ยงของผม)

-         Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  – คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

-         Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ – คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

-         Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

5. (1) Even though body language is (2) repeatedly ignored or (3) misread, nonverbal communication is still (4) little complicated than verbal communication.

(ถึงแม้ว่าภาษาร่างกายจะถูกมองข้าม  หรือแปลความผิดอย่างซ้ำซาก  การสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูด  ยังคงสลับซับซ้อนหรือยุ่งยากน้อยกว่าการสื่อสารแบบใช้คำพูด)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “less complicated” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า จากประโยคข้างล่าง

          - It takes ______________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา ________________ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer  (ยาวนาน...................มากกว่า)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  “ขั้นกว่า”  เช่น  “bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than”  “more expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น   แต่สำหรับในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีข้อความมาคั่นระหว่าง  longer”  และ  “than”คือ“time to cross the Pacific Ocean

6. (1) As we understand (2) it, he appears to be (3) unreasonable anxious (4) about his final exam next week.

(ตามที่เราเข้าใจมัน  เขาปรากฏว่ามีความวิตกกังวลอย่างไม่มีเหตุผล  เกี่ยวกับการสอบไล่ในสัปดาห์หน้า)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “unreasonably” เนื่องจากขยายคำคุณศัพท์  (anxious)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

7. The committee decided (1) to cancel (2) its (3) law suit, to approve the contract, and (4) that it would adjourn the meeting.

(คณะกรรมการตัดสินใจที่จะยกเลิกการฟ้องร้องคดีความของตน  อนุมัติสัญญา  และเลื่อนการประชุมออกไป)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “to adjourn”  (เลื่อน..........ออกไป)   เพื่อให้สมดุลกับ (decided) to cancel………., to approve………., and to adjourn…….

8. We (1) did the job as (2) good as we (3) could; however, it did not (4) turn out to be satisfactory.

(เราทำงานดีเท่าที่เราสามารถทำได้  อย่างไรก็ตาม  มันมิได้ปรากฏออกมาว่าน่าพึงพอใจ  -  คือ ทำดีแล้ว  แต่ผลออกมายังไม่น่าพอใจ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “well” เนื่องจากขยายกริยา  “did”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

9. If I (1) would have had more time, I (2) would have written a (3) much (4) more interesting and informative report.

(ถ้าผมมีเวลามากกว่าที่ผ่านมา  ผมคงจะได้เขียนรายงานที่น่าสนใจและให้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้นอย่างมากเลย)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “had had” เนื่องจากเป็นการสมมติ  หรือ “If clause แบบที่ ๓  (Past unreal) (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตการณ์ที่เกิดขึ้นตรงข้ามกับข้อความที่สมมติ   ทั้งนี้   ความหมายของข้อความในประโยคในข้อ ๙  คือ  “เพราะผมไม่มีเวลามาก  ผมเลยไม่ได้เขียนรายงานที่น่าสนใจและให้ข้อมูลข่าวสารมากยิ่งขึ้น   ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “If clause” แบบที่  ๓  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped  (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause”  แบบที่ ๓  ได้แก่

-   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –  ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”   ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”  หรืออา  “If clause” ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ“Main clause”แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  คั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

-    If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว  –  แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-           If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว  –  แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-      If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-      She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ  –  แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)  จะเห็นว่าใน“If clause”มี  Had” 2ตัว  “Had”  ตัวหน้าแสดง“Past perfect tense”ส่วนHad”ตัวหลัง  มาจาก  “Have”ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง“Had”จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น“Verbช่องที่3”  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

-      I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-       If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-      If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)   -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป  -   ใน  “If clause”(ประโยคย่อย)  จะอยู่ในรูป“Past perfect” {Subject + had + (not) + V 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะอยู่ในรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V 3} จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

10. The term “gang” (1) refers to (2) an (3) organized informally (4) group of people.

  (คำว่า “แก๊ง”  หมายถึง  กลุ่มคนที่ถูกจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “informally organized”  เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ผิด

ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการเรียงคำจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He bought ________________.

(เขาซื้อ ___________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt  (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด”  (big, small)   ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน   ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ   จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า   เช่น   “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

       ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-         I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-         She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-         Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-         She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-         There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

-         These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-         She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-         We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

11. In the face of (1) financial (2) necessary, some people (3) earnestly turn (4) to writing.

 (เมื่อต้องเผชิญกับความจำเป็นทางการเงิน  คนบางคนหันไปหาการเขียน (คอลัมน์, บทความ, หนังสือ)  อย่างเอาจริงเอาจัง – หรือตั้งใจจริง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “necessity” เนื่องจากอยู่หลัง Preposition “of”  จึงต้องเป็นคำนาม  หรือจะดูว่ามีคำคุณศัพท์  “financial” มาขยายข้างหน้าก็ได้  จึงต้องเป็นคำนาม

12. (1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอีเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อีเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “mathematics” เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S” เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำประเภทเดียวกันนี้  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-   Physics _____________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ____________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าว

ว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)       are

(b)      have been

(c)      is  (ถูก)

(d)      will be

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่นeconomics (เศรษฐศาสตร์),  phonetics (วิชาการออกเสียง),  statics (สถิตศาสตร์),  dynamics (พลศาสตร์),  statistics (วิชาสถิติ),  psychics(จิตตศาสตร์),  aeronautics (วิชาการบิน),  astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว),  aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม),  mathematics(คณิตศาสตร์),  politics (การเมือง), รวมทั้ง  news (ข่าว),  mumps (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means (วิธี),  ashes (เถ้าถ่านศพ),  alms (ทาน),  billiards (กีฬาบิลเลียด),  cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

          - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

13. (1) The sun (2) has always been (3) a important guide (4) to direction

(ดวงอาทิตย์ได้เป็นผู้นำทาง –  มัคคุเทศก์  -  ที่สำคัญซึ่งบอกทิศทางให้โดยตลอดมา) 

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “an important” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “A” และ An” จากประโยคข้างล่าง

          ตัวอย่างที่ ๑      

-    _______________ European gentleman is waiting for you in the hall.

(สุภาพบุรุษชาวยุโรป  ___________________กำลังรอพบคุณในห้องโถง)

(a) A   (คนหนึ่ง)

(b) An

(c) There is  (มี)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำเติม)

ตอบ  -  ข้อ  (a)

          ตัวอย่างที่ ๒

-       Thoreau admired (1) a honest farmer more than (2) a hypocritical scholar, who (3) would do anything (4) just to build up his fame.

(ธอโร่เลื่อมใส (หรือนับถือ) ชาวนาที่ซื่อสัตย์  มากกว่านักปราชญ์ที่เสแสร้ง-หลอกลวง 

ผู้ซึ่งจะทำอะไรก็ได้  เพียงเพื่อจะสร้างชื่อเสียงของตัวเอง)

ตอบ  –  ข้อ  (1)  แก้เป็น  “an honest”  เนื่องจาก  “honest” (ออ-เนสท์)   มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ“U” เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncleเป็นต้น   จึงต้องใช้  Article “An”  ขยาย   คำอื่นๆที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่

-         an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ

-         an honorable (ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ

-         an hour (อาวร์) – ชั่วโมง

-         an honest (ออ-เนส) man – คนที่ซื่อสัตย์

-         an heir (แอร์)  – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก

-         an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง

-         an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name (ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก)

                 ในขณะเดียวกัน  คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ  “ออ”  แต่ออกเสียงพยัญชนะ  เช่น “ยอ”  ก็จะต้องใช้ “A”  ขยายเช่น

-         a unit (ยู-นิท)  –  หน่วย

-         a union (ยู้-เนียน)  –  สหภาพ

-         a European  (ยู-โร้-เพียน)  –  ชาวยุโรป

-         a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision  –  คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์

-         a usual (ยู้-ชวล) meeting –  การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ

-         a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่)  –  มหาวิทยาลัย

-         a eunuch (ยู้-นัค)  –  ขันที

-         a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู

-         a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song–เพลงไพเราะรื่นหู

-         a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม)  – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่

-         a euphony (ยู้-โฟ-นี่)  –  ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู

-         a eulogy (ยู้-โล-จี้)  –  คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ

-         a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย)  –  ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข

-         a Eurasian (ยู-เร้-เซียน)  – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย

-         a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส)  –  การตรวจปัสสาวะ

-         a urologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท)  –  นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ

-         a use(ยูซ)  –  การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์

-         a useful (ยูซ-ฟูล) tool –  เครื่องมือที่มีประโยชน์

-         a useless (ยูซ-ลิส) car  –  รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้

-         a user (ยู้-เซ่อะ)  –  ผู้ใช้

-         a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ)  –  ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก

-         a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล)  –  เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ

-         a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน)  –  ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ

-         a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่)  –  ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา

14. (1) Manufacturers use (2) both chemical or (3) mechanical methods to obtain (4) colorful house paints.

(ผู้ผลิตใช้วิธีการทางเคมีหรือเครื่องกลไกอย่างใดอย่างหนึ่ง  เพื่อให้ได้มาซึ่งสีทาบ้านที่เต็มไปด้วยสีสัน)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “either” เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่ “Either…….or   (..........หรือ.........อย่างใดอย่างหนึ่ง)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “คำคู่” ในข้อ  ๔  ของข้อสอบชุดนี้

15. The period (1) of a quarantine depends (2) to the amount of time necessary (3) for protection (4) against the spread of a particular disease.

  (ช่วงเวลาการกักตัว (คนหรือสัตว์ที่สนามบินหรือท่าเรือ  เพื่อป้องกันมิให้แพร่เชื้อโรค)  ขึ้นอยู่กับจำนวนเวลาที่จำเป็น   สำหรับการคุ้มครองป้องกันต่อการแพร่ขยายของโรคบางชนิด)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “on” (Depend on)  (ขึ้นอยู่กับ, พึ่งพาอาศัย)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “On” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She went there _____________ business.

(เธอไปที่นั่น __________________ ธุรกิจ)

(a) by

(b) in

(c) on  (ด้วยเรื่อง, เพื่อ)

(d) through

ตอบ  -  ข้อ  (c)  สำหรับคำกริยาหรือวลีที่ต้องใช้กับ  Onเช่น  keep on (go on) (ดำเนินต่อไป), on holiday  (เพื่อไปพักผ่อน),, rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์),  on account of  (เนื่องมาจาก),  on a par with  (เสมอกันหรือคล้ายกัน – ในทางดีหรือเลวก็ได้)  เป็นต้น

16. (1) Artificial rubies and sapphires have the (2) same (3) hard and composition as the (4) real stones. 

(ทับทิมและแซฟไฟร์ซเทียม  มีความแข็งและองค์ประกอบที่เหมือนกันกับหิน – ทับทิมและแซฟไฟร์ซ – แท้)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “hardness” (ความแข็ง) (เป็นคำนาม)  เนื่องจาก “The same” + Noun

17. Though the difference between (1) any two languages in the world may appear (2) to be great, they seem (3) function (4) equally well as means of communication. 

(แม้ว่าความแตกต่างระหว่างภาษา ๒ ภาษาใดๆในโลก  อาจจะดูเหมือนว่ามากมาย  มัน (๒ ภาษาดังกล่าว)  ดูเหมือนว่าทำหน้าที่ได้ดีเท่าๆกัน  ในฐานะวิธีการของการสื่อสาร)

ตอบ  -  ข้อ ๓  แก้เป็น “to function” เนื่องจาก  “Seem + to + Verb 1ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย “To + Verb” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

      ตัวอย่างที่ ๑

-         You can learn _____________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ____________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation   (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce  (ที่จะออกเสียง หรือวิธีออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Learn + to + Verb 1

          ตัวอย่างที่ ๒

-    I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do (ทำ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise  (สัญญา),  offer (เสนอ),   want  (ต้องการ),   hope  (หวัง),   plan  (วางแผน),   hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn  (เรียนรู้),   expect  (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare  (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree   (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend  (ตั้งใจ),  seem  (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า),   ask (ขอร้อง),  beg (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),  arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

18. The (1) quality and quantity of grasses (2) available to grazing animals may vary (3) considerable with the season (4) and the area.

(คุณภาพและปริมาณของหญ้าที่สามารถหามาได้สำหรับสัตว์กินหญ้า  อาจจะแตกต่างกันอย่างมากมาย  ตามฤดูกาลและพื้นที่)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “considerably” เนื่องจากขยายกริยา “vary” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

19. (1) Hydraulic machines lift (2) heavily loads, exert large forces, (3) drive vehicles and machine tools, and control many (4) kinds of motion. 

(เครื่องจักรไฮดรอลิคยกของบรรทุกที่หนัก  ใช้แรงขนาดใหญ่  ขับเคลื่อนยวดยานและเครื่องมือจักรกล  และควบคุมการเคลื่อนไหวมากมายหลายอย่าง)

ตอบ  -  ข้อ ๒ แก้เป็น “heavy loads” เนื่องจากขยายคำนาม (loads)  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)

20. Ants have an (1) elaborate social structure, and (2) enjoying a longevity (3) far greater than that of (4) most insects.

(มดมีโครงสร้างทางสังคมที่ประณีต-ซับซ้อน  และได้รับความเพลิดเพลิน (หรือได้รับสิทธิ) จากการมีอายุยืนยาวกว่าอายุของแมลงส่วนมากอย่างมากมายทีเดียว – หมายถึง มีอายุยืนนานกว่ามากเมื่อเทียบกับแมลงชนิดอื่นๆ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “enjoy” เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่ ๒ ของประโยค  จึงต้องใช้ให้สมดุลกับกริยาตัวแรก  คือ “have