การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 5)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                          ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

                                                                        Learning to be a good actor

                     To become a good actor, a person must train his body, voice and mind to express what a character is really like.  One way a person can get training as an actor is to perform in plays produced in his school, college, or town.  But if he wants to become a professional actor, he usually goes to a special school.  Many colleges and universities have classes in acting and drama.  Students can even obtain bachelor’s and master’s degrees in drama at some universities.  There are also many acting schools in large cities, such as the Actor’s Studio in New York City.  While an actor studies his craft, he usually continues to try out for plays or movies, hoping some day he will get an important leading role.

(คำแปล)                                                             เรียนรู้ที่จะเป็นนักแสดงที่ดี

                      เพื่อที่จะเป็นนักแสดงที่ดี  บุคคลจะต้องฝึกฝนร่างกาย, เสียง และจิตใจของเขา  เพื่อที่จะแสดงว่าบทบาทในละครหรือภาพยนตร์จริงๆ แล้วเป็นเช่นใด  ทั้งนี้  วิธีหนึ่งที่บุคคลสามารถได้รับการฝึกฝนในฐานะนักแสดง  คือการแสดงในละครที่ถูกผลิต (สร้าง) ในโรงเรียน, วิทยาลัย หรือเมืองของเขา  แต่ถ้าเขาต้องการจะเป็นนักแสดงมืออาชีพ  เขาก็มักจะต้องไปที่โรงเรียนพิเศษ (สำหรับนักแสดง)  โดยวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจำนวนมากมีชั้นเรียนในการแสดงและละคร  นักเรียนสามารถแม้กระทั่งได้รับปริญญาตรีและโทในด้านละคร (หรือศิลปะในการเขียนบท หรือสร้างละคร) ที่บางมหาวิทยาลัย  และมีโรงเรียนการแสดงจำนวนมากเช่นกันในเมืองใหญ่ๆ  เช่น  สตูดิโอของนักแสดงในกรุงนิวยอร์ก  ทั้งนี้  ในขณะที่นักแสดงศึกษาความเชี่ยวชาญ (ชำนาญ) ในอาชีพของตน  เขาโดยปกติแล้วจะทดลองคุณภาพ (แสดงบทบาท) สำหรับละครหรือภาพยนตร์ของเขาต่อไป  โดยหวังว่า  สักวันหนึ่งเขาจะได้รับบทบาทแสดงนำที่สำคัญ

 

                                                                    Why is peace so important?

                   Peace is a prerequisite to development and without development and the elimination of inequalities and discrimination of all forms, there cannot be lasting peace.  Equality of participation by women in the development of friendly relations and co-operation among states will contribute to the cause of peace, to the advancement of the status of women and to the promotion of equal rights in all spheres of life.  Oppression and domination based on power, gender, race, religion and culture are commonly rooted in prejudice and unenlightened notions of self-interest.

(คำแปล)                                                     ทำไมสันติภาพจึงมีความสำคัญ

                       สันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องมีก่อน (สิ่งจำเป็นเบื้องต้น) สำหรับการพัฒนา  และ (ถ้า) ปราศจากการพัฒนาและการกำจัดความไม่เสมอภาค (ไม่ยุติธรรม) และการเลือกที่รักมักที่ชังในทุกรูปแบบ  ก็ไม่สามารถมีสันติภาพแบบถาวรได้  ทั้งนี้  ความยุติธรรมของการมีส่วนร่วมโดยสตรีในการพัฒนาความสัมพันธ์แบบฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างรัฐต่างๆ  จะก่อให้เกิดมูลเหตุ (เป้าหมาย) ของสันติภาพ, ความก้าวหน้าของสถานภาพของสตรี, และการส่งเสริมสิทธิเท่าเทียมกันในทุกแง่มุม (ขอบเขต) ของชีวิต  ทั้งนี้  การกดขี่ข่มเหงและการครอบงำ  ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนอำนาจ, เพศ, เชื้อชาติ, ศาสนา และวัฒนธรรม  จะถูกหยั่งราก (มีกำเนิด) ร่วมกันในอคติ (ความลำเอียง) และความนึกคิดที่ยังมิได้รับแสงสว่าง (ปราศจากความรู้) ของผลประโยชน์ส่วนตัว

 

                                                                     Unemployment

                       Unemployment has always been considered a threat to the stability of society and a symbol of personal failure.  Many social commentators in Britain today are advocating a fundamental change in this attitude, but they dare not forecast it, so deeply is the work ethic embedded in our culture.  Proof of how little thinking has progressed can be found in Road to Wigan Pier in which George Orwell describes the effect of unemployment on the individual in the 1930s depression, and yet might well have been describing a contemporary scene.

(คำแปล)                                                           การว่างงาน

                       การว่างงานถูกถือโดยตลอดมาว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของสังคม  และเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวส่วนบุคคล  นักวิจารณ์สังคมจำนวนมากในอังกฤษในปัจจุบัน  กำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในทัศนคตินี้ (ข้างต้น)  แต่พวกเขาไม่กล้าทำนายมัน  โดยหลักจริยธรรมในการทำงานได้ถูกฝังลึกในวัฒนธรรมของเรา (คนอังกฤษ)  ข้อพิสูจน์ที่ว่าความคิด (ของคนอังกฤษ) ได้พัฒนาไปน้อยมากเพียงใด  สามารถพบได้ในหนังสือเรื่อง “ถนนไปสู่ท่าเรือ (ที่ยื่นออกไปในน้ำ) เมืองพีแกน”  ซึ่งจอร์ช  ออร์เวลล์ (ผู้เขียน) ได้พรรณนาผลกระทบของการว่างงานที่มีต่อปัจเจกบุคคล (ในอังกฤษ) ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ  ๑๙๓๐  และแม้กระนั้นก็ตามอาจจะได้กำลังพรรณนาเหตุการณ์ร่วมสมัย

หมายเหตุ   -   หนังสือ  “Road to Wigan Pier”  เขียนโดย  จอร์ช  ออร์เวลล์  นักเขียนชาวอังกฤษ  ตีพิมพ์ในปี  ๑๙๓๗  ทั้งนี้  “Wigan Pier”  เป็นพื้นที่รอบๆ คลองลีดส์และลิเวอร์พูล  อยู่ในบริเวณ  “Wigan”  ซึ่งเป็นรอบนอกของเมืองแมนเชสเตอร์   โดย  “Wigan”  เป็นเมืองอุตสาหกรรมดั้งเดิมของอังกฤษ  มีสะพานท่าเรือสำหรับขนถ่ายถ่านหินจากเกวียนลงเรือ  เมืองนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษ  ๑๙๓๐  ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้  กล่าวถึงสภาพการดำรงชีวิตของกรรมกรผู้ยากไร้ในอังกฤษ  ในช่วงเวลาดังกล่าว

 

                                                                                   Drought

                   Drought is a condition that results when the average rainfall for a fertile area drops far below the normal amount for a long period of time.  In areas that are not irrigated, the lack of rain causes farm crops to wither and die.  Higher than normal temperatures usually accompany periods of drought.  They add to the crop damage.  Forest fires start easily during droughts.  Much valuable timberland has been burned during these dry periods.  The soil of a drought area becomes dry and crumbles.  Often the rich topsoil is blown away by the hot, dry winds.  Streams, ponds, and wells often dry up during a drought, and animals suffer and may even die because of the lack of water. 

(คำแปล)                                                                 ความแห้งแล้ง

                      ความแห้งแล้งเป็นสภาวะซึ่งให้ผล  เมื่อปริมาณฝนตกโดยเฉลี่ยสำหรับพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์  ลดต่ำกว่าปริมาณปกติอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง  โดยในพื้นที่ซึ่งไม่มีการชลประทาน  การขาดฝนทำให้พืชผลจากฟาร์มเหี่ยวเฉาและตายไป  ทั้งนี้  อุณหภูมิที่สูงกว่าปกติมักจะตามมาด้วยช่วงเวลาของความแห้งแล้ง  และอุณหภูมิดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายแก่พืชผลด้วย  อีกทั้งไฟป่าก็เริ่มต้นได้อย่างง่ายดายในระหว่างความแห้งแล้ง  ป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีค่าจำนวนมาก  ได้ถูกเผาวอดในระหว่างช่วงเวลาที่แห้งแล้งเหล่านี้  โดยดินของพื้นที่แห้งแล้งจะแห้งและแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย  (และ) บ่อยครั้ง  หน้าดินที่อุดมสมบูรณ์จะถูกพัดพาไปโดยลมที่ร้อนและแห้งผาก  ทั้งนี้  ลำธาร, สระน้ำ, และบ่อน้ำ มักจะแห้งขอดบ่อยๆ ในระหว่างฤดูแล้ง  และสัตว์ก็ได้รับความเดือดร้อน  และอาจแม้กระทั่งตายไปเนื่องมาจากขาดน้ำ

                       Weather forecasts cannot predict with certainty just when a drought will occur.  But they know that these drier-than-normal periods tend to alternate with wetter-than-normal periods in an irregular cycle.  Droughts of the past can be read in the rings made by trees as they add new wood each year.  In wet periods, the year’s layer is thick, while in dry periods, the ring is thin.

(คำแปล)  

                  การพยากรณ์อากาศไม่สามารถทำนายด้วยความแน่นอนว่าความแห้งแล้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด  แต่การพยากรณ์ฯ ทราบว่าช่วงเวลาที่แห้งแล้งมากกว่าปกติเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะ (เกิด) สลับกันไปกับช่วงเวลาที่เปียกชื้นมากกว่าปกติในวัฏจักร (วงจร) ที่ไม่ปกติ  ทั้งนี้  ความแห้งแล้งในอดีตสามารถอ่านได้ในวงปีที่สร้างโดยต้นไม้  เพราะว่ามัน (วงปี) เพิ่มให้กับไม้ใหม่ในแต่ละปี  โดยในช่วงเวลาเปียกชื้น  ชั้นของ (วง) ปีจะหนา  ในขณะที่ในช่วงเวลาแห้งแล้ง  วงปีจะบาง

                      The Southwestern States of the United States suffered one of the worst droughts in their history from 1931 to 1938.  The drought affected the entire country.  Few food crops could be grown.  Food became scarce, and prices went up throughout the nation.  Hundreds of families in the Dust Bowl region had to be moved to farms in other areas with the help of the federal government.  In 1914, drought brought damage to almost all Latin America.  The drought moved to Australia and then to Europe, where it continued throughout the summer of 1945.  From 1950 to 1954 in the United States, the South and Southwest suffered a severe drought.  Hundreds of cattle ranchers had to ship their cattle to other regions because pasture lands had no grass.  The federal government again conducted an emergency drought-relief program.  It offered farmers emergency credit and seed grains at low prices.

(คำแปล)  

                    รัฐต่างๆทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐได้รับความเดือดร้อนจากความแห้งแล้งที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของตนจากปี ๑๙๓๑ – ๑๙๓๘  โดยความแห้งแล้งนี้มีผลกระทบกับทั้งประเทศ  สามารถปลูกพืชอาหารได้เพียงไม่กี่อย่าง  อาหารเริ่มหาได้ยาก  และราคาสูงขึ้นทั่วประเทศ  ครอบครัวหลายร้อยครอบครัวในบริเวณ  “ชามอ่างฝุ่นละออง”  (Dust Bowl)  (คือ  บริเวณทางตอนกลางของสหรัฐฯ ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย  และได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงเวลาความแห้งแล้งดังกล่าว)  จำเป็นต้องได้รับการอพยพไปยังฟาร์ม (ไร่นา) ในพื้นที่อื่นๆ ด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง  โดยในปี ๑๙๑๔  ความแห้งแล้งได้นำความเสียหายมาสู่ (ประเทศใน) ลาตินอเมริกาเกือบทั้งหมด  ความแห้งแล้งนี้ได้เคลื่อนย้ายไปยังทวีปออสเตรเลีย  และจากนั้นก็ไปสู่ยุโรป  ที่ซึ่งมัน (ความแห้งแล้ง) ดำเนินต่อไปตลอดฤดูร้อนของปี  ๑๙๔๕  ทั้งนี้  จากปี ๑๙๕๐ – ๑๙๕๔  ในสหรัฐ,  ภาคใต้และภาคตะวันตกได้รับความเดือดร้อนจากความแห้งแล้งอย่างรุนแรง  เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์จำนวนหลายร้อยราย  จำเป็นต้องอพยพขนย้ายวัวควายของตนไปยังบริเวณอื่นๆ  เพระว่าที่ดินซึ่งเป็นทุ่งหญ้าไม่มีหญ้า  (ซึ่ง)  รัฐบาลกลางได้จัดทำโครงการฉุกเฉินบรรเทาความแห้งแล้งอีกครั้ง  โครงการนี้เสนอสินเชื่อฉุกเฉินและเมล็ดพืชที่ใช้เป็นอาหาร (เมล็ดข้าว) ในราคาต่ำ  ให้แก่ชาวไร่ชาวนา

 

                                                                             A fable

                    A fable is a special kind of story.  It is short, usually has animal characters, and teaches a lesson.  Some fables are no longer than a paragraph of prose.  Others are short poems.  The animals talk and act like people.  The meaning is often made clear at the end by what one of these animals wisely says.

(คำแปล)                                                       นิทานสั้นๆ ที่ให้คติ

                    นิทานสั้นๆ ที่ให้คติ  เป็นนิทาน (เรื่องเล่า) ชนิดพิเศษ  โดยมันสั้น, ซึ่งโดยปกติแล้วมีตัวละครเป็นสัตว์, และสอนบทเรียน (เครื่องเตือนสติ)   นิทานฯ บางเรื่อง  ไม่ยาวไปกว่าร้อยแก้ว ย่อหน้า  ส่วนนิทานเรื่องอื่นๆ เป็นบทกวีสั้นๆ  โดยพวกสัตว์จะสนทนาและทำเหมือนมนุษย์  ทั้งนี้  ความหมายมักจะชัดเจนในตอนจบ  โดยสัตว์ตัวหนึ่งในบรรดาสัตว์เหล่านี้กล่าว (ความหมาย) ไว้อย่างฉลาด 

                    Many of the best-known fables are said to be by Aesop, a Greek slave who lived about 600 B.C.  About 300 years after Aesop’s death, the fables were collected by Demetrius Phalereus, the first manager of the great library at Alexandria.  Later they were translated into Latin by Phaedrus, a freed slave of Augustus Caesar.  A well-known fable of Aesop follows:

(คำแปล)                                          

                     นิทานให้คติที่รู้จักกันดีที่สุดจำนวนมาก  ถูกกล่าวว่าเขียนโดยอีสบ, ทาสชาวกรีกผู้ซึ่งมีชีวิตประมาณ  ๖๐๐  ปีก่อนคริสตศักราช  ทั้งนี้  ภายหลังที่อีสบตายไปประมาณ  ๓๐๐  ปี  นิทาน (อีสบ) ถูกรวบรวมโดยเดมิทริอุส ฟาเลริอุส, ผู้ซึ่งเป็นผู้จัดการคนแรกของห้องสมุดสำคัญที่เมืองอเล็กซานเดรีย  ต่อมา   มันได้ถูกแปลเป็นภาษาลาตินโดยฟีดรุส,  ผู้ซึ่งเป็นทาสที่ได้รับการปลดปล่อยของจักรพรรดิออกุสตุส  ซีซ่าร์   โดยนิทานอีสบที่รู้จักกันดีมีดังต่อไปนี้

                    A hungry fox once saw some fine luscious grapes hanging temptingly from a vine above his head.  He leaped and snapped and leaped again, but never could he reach the grapes.  So many times did he try that he tired himself out completely and it was some time before he could drag himself limping away, angry with the world and with himself.  As he went along he grumbled savagely to himself,  “What sour things those grapes are!  No gentleman would want to eat them.”

                   People now say “Sour grapes!” to someone who pretends he does not want something he cannot have.

(คำแปล)                                          

                   ครั้งหนึ่ง  สุนัขจิ้งจอกที่หิวโหยตัวหนึ่งเห็นองุ่นที่หวานฉ่ำ (หอมหวาน)  ห้อยอยู่อย่างยั่วยวนบนต้นองุ่นเหนือหัวของมัน  มันกระโดดและงับ (องุ่น) และกระโดดอีก  แต่มันก็ (งับ) ไม่ถึงองุ่นนั้น  ทั้งนี้  มันได้พยายามหลายครั้งหลายหนมาก  จนกระทั่งมันทำให้ตัวเองเหนื่อยหมดแรงอย่างสิ้นเชิง  และอีกครู่หนึ่งต่อมาก่อนที่มันจะดึงตัวเองจากไปในแบบขากะเผลก  มันโมโหโลกและตัวมันเอง  โดยขณะที่มันเดินจากไป  มันบ่นพึมพำอย่างโกรธจัด (เหมือนเป็นบ้า) กับตัวเองว่า  “องุ่นพวกนั้นช่างเปรี้ยวเสียนี่กระไรไม่มีสุภาพบุรุษคนใดต้องการกินมันดอก”

                   ผู้คนในปัจจุบันกล่าวว่า  “องุ่นเปรี้ยว !  กับใครบางคน  ผู้ซึ่งแสร้งทำเป็นว่าเขาไม่ต้องการ (อยากได้) อะไรบางอย่าง  ที่เขาไม่สามารถจะได้มันมา  (หมายถึง  เมื่อไม่สามารถได้สิ่งที่ต้องการ  ก็เลยบอกว่าสิ่งนั้นเป็นของไม่ดี  เหมือนกับที่หมาจิ้งจอกบอกว่าองุ่นเปรี้ยว  ทั้งๆ ที่หวาน  เพราะมันมันไม่สามารถเอาองุ่นมากินได้นั่นเอง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป