การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 4)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                    ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  

 

                                                                    My father’s hobby

                     One day, after I had seen my father sitting alone under a tree in the garden with a book in his hands, I walked towards him.  It seemed to me that he was very busy reading.  I did not say a word but sat beside him and looked at the page he was reading.  He then told me that he enjoyed reading since he was young and he spent most of his childhood reading.  He did not like to go out as most of his friends did.  He felt happy staying alone reading.  He was interested in a number of subjects.  He graduated from a university with a science degree and became a science teacher in a public school.

(คำแปล)                                                       งานอดิเรกของพ่อ

                      วันหนึ่ง  หลังจากผมได้เห็นพ่อของผมนั่งอยู่ตามลำพังใต้ต้นไม้ในสวน  โดยมีหนังสืออยู่ในมือของท่านด้วย  ผมก็เดินเข้าไปหาท่าน  มันดูเหมือนว่าท่านกำลังยุ่งมากกับการอ่าน  ผมมิได้พูดอะไรสักคำ  แต่นั่งอยู่ข้างๆพ่อและมองไปที่หน้าหนังสือที่ท่านกำลังอ่าน  พ่อบอกผมว่าท่านสนุกกับการอ่านหนังสือตั้งแต่ท่านเป็นเด็ก  และท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กในการอ่าน  ท่านไม่ชอบออกไปนอกบ้านเหมือนที่เพื่อนส่วนใหญ่ของท่านทำกัน  ท่านรู้สึกมีความสุขที่จะอยู่ตามลำพังและอ่านหนังสือ  ท่านมีความสนใจในเรื่อง (วิชา) ต่างๆ มากมาย  ท่านเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพร้อมกับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์  และเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมของรัฐบาลแห่งหนึ่ง           

                    After we talked for a while, my father then jumped up and said he was afraid that he had to go then and he would see me that night at dinner.  He asked me whether I was able to bring that book to his room.  He would like to read the book again later that day.  I asked him where he was going.  He told me that he would like to buy some books which had been recently published.  He would give them to his friends as a gift on Christmas day.  They preferred to read rather than go out and have fun with friends.

(คำแปล)

                     หลังจากเรา (ผมกับพ่อ) คุยกันได้ครู่หนึ่ง  พ่อก็กระโดดลุกขึ้นและกล่าวว่า  ท่านเกรงว่าท่านจำต้องไปแล้วในตอนนั้น  และท่านจะพบผม (อีกครั้ง) ในคืนวันนั้นเมื่อเวลาอาหารค่ำ  ท่านถามผมว่าผมจะสามารถนำหนังสือ (ที่ท่านอ่าน) เล่มนั้นไปไว้ที่ห้องของท่านได้หรือไม่  ท่านอยากจะอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้งในเวลาต่อมาของวันนั้น  ผมถามท่านว่าท่านกำลังจะไปไหน  ท่านบอกผมว่าท่านอยากจะซื้อหนังสือซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเร็วๆนี้  ท่านจะเอาหนังสือเหล่านี้ไปให้เพื่อนของท่านเป็นของขวัญในวันคริสมาสต์  เพื่อนๆ เหล่านี้ชอบอ่านหนังสือมากกว่าจะออกไปข้างนอกและสนุกกับเพื่อนๆ

 

                                                            Why do cannibals eat people?

                 To us, cannibalism, or the eating of human flesh, is a horrible thing to think about.  Yet it has existed as a practice among certain people and may still exist among some primitive tribes. 

              The first thing we must understand is that cannibals did not eat human flesh because they liked it.  They ate it because it was part of a sacred rite, a kind of religious observance. 

(คำแปล)                                                 ทำไมมนุษย์กินคนจึงกินคน

                สำหรับพวกเราแล้ว, ลัทธิคนกินเนื้อคน, หรือการกินเนื้อมนุษย์, เป็นเรื่องน่าสยดสยอง (น่ากลัว) ที่จะนึกถึง  แม้กระนั้นก็ตาม  มันดำรงอยู่ในฐานะสิ่งที่ปฏิบัติกันในบรรดาคนบางพวก  และอาจยังคงมีอยู่ในบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองบางเผ่า

                สิ่งแรกที่เราจะต้องเข้าใจคือว่า  คนกินเนื้อคนมิได้กินเนื้อมนุษย์เพราะว่าพวกเขาชอบมัน  พวกเขากินเพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมศักดิสิทธิ์  (หรือ) ธรรมเนียมปฏิบัติทางศาสนาประเภทหนึ่ง

              For example, among certain people of East India a long time ago, it was the custom to eat one’s parents – because he respected and honored them!  Many primitive tribes believe that a man acquires the spirit of whatever he eats.  If he eats a lion, he will be lionhearted; if he eats a deer, he will be able to run fast; if he eats a fox, he will be cunning.  So the more one of these men respected his father, the more anxious he was to eat him. 

              Among other primitive peoples it was the custom to eat a criminal who had been condemned to death, but not a person who had died a natural death.  The reason for this was that they believed that a criminal had offended the gods.  Therefore, he had to be sacrificed to the gods to satisfy them.  And since it was the practice to eat or taste sacrifices to the gods, this had to be done even if the sacrifice was human.

(คำแปล)  

                 ตัวอย่างเช่น  ในบรรดาผู้คนบางพวกทางภาคตะวันออกของอินเดียเมื่อนานมาแล้ว  มันเป็นประเพณีที่จะกินเนื้อพ่อแม่ของตน – เพราะว่าเขาเคารพและให้เกียรติพ่อแม่ทั้งนี้  ชนเผ่าดึกดำบรรพ์จำนวนมากเชื่อว่า  บุคคลจะได้รับวิญญาณของสิ่งใดก็ตามที่เขากิน  (โดย) ถ้าเขากินสิงโต  เขาจะกล้าหาญ, ถ้าเขากินกวาง  เขาจะสามารถวิ่งได้เร็ว, ถ้าเขากินหมาจิ้งจอก  เขาจะฉลาดแกมโกง  ดังนั้น  ยิ่งคน (ทางภาคตะวันออกของอินเดีย) เหล่านี้เคารพบิดาของเขา  เขาก็ยิ่งกระตือรือร้นที่จะกินบิดา

              ในบรรดาชนเผ่าดึกดำบรรพ์อื่นๆ  มันเป็นประเพณีที่จะกินอาชญากรผู้ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดถึงประหารชีวิต  แต่มิใช่บุคคล (อาชญากร หรือนักโทษ) ผู้ซึ่งตายตามธรรมชาติ (เช่น แก่หรือเป็นโรคตาย)  เหตุผลสำหรับเรื่องนี้ก็คือว่า  พวกเขาเชื่อว่าอาชญากรได้ทำให้พระเจ้าโกรธเคือง  ดังนั้น  เขา (อาชญากร) จำเป็นต้องถูกสังเวย (บูชายัญ) แก่พระเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพอใจ  และเพราะว่ามันเป็นการปฏิบัติ (พิธีการ) ที่จะกินหรือชิมผู้ที่ถูกบูชายัญ (สังเวย) ให้กับพระเจ้า (ดังนั้น) สิ่งนี้จำเป็นต้องถูกกระทำ  แม้ว่าผู้ที่ถูกบูชายัญเป็นมนุษย์

              The word “cannibal” comes from Caniba, or Carib, the name of the West Indian tribe among whom the Spaniards first noticed the practice of eating human flesh.  Some of the early North American Indians also practiced cannibalism as part of their religion.

                 Nobody is quite sure how many cannibal tribes still exist.  Some authorities think there are none, while others believe there are some in the interior of New Guinea. 

(คำแปล)

             คำว่า  “มนุษย์กินคน”  มาจากคำว่า  Caniba”  หรือ  Carib”  ซึ่งเป็นชื่อของชนเผ่าของหมู่เกาะเวสต์อินดีส์  (บริเวณในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ  ในทะเลแคริบเบียน  ประกอบด้วยประเทศที่เป็นเกาะ  เช่น คิวบา, นิคารากัว, เปอร์โตริโก, เวเนซุเอลา, กิอานา, และสุรินัม  รวมทั้งน่านน้ำของหมู่เกาะใหญ่ๆ อีก ๓ แห่งที่ล้อมรอบประเทศเหล่านี้)  ผู้ซึ่งชาวสเปนได้สังเกตเห็นพิธีการกินเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรก  ทั้งนี้  ชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือในยุคแรกๆบางคน  ก็ถือปฏิบัติลัทธิกินเนื้อมนุษย์ด้วยเช่นกันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาของตน

            ไม่มีใครแน่ใจว่ายังคงมีชนเผ่ากินเนื้อคนอยู่จำนวนเท่าใด  ผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่าไม่มีแล้ว  ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆเชื่อว่า  ยังคงมีมนุษย์กินคนอยู่บ้างในตอนในของเกาะนิวกินี  (เกาะขนาดใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย)

 

                                                     When did the first Negro go to America?

               You have probably heard people say that the only true “Americans” were the Indians.  Everyone else has ancestors who went there from some other country.  The Negroes, too, originally went there from other countries.  But what most people do not know is that the first Negroes to come to America came as explorers! 

               They came with the Spanish, the French, and the Portuguese, who went there on voyages of discovery.  There were Negroes with Balboa when he discovered the Pacific Ocean, and with Cortez when he explored Mexico.  Negroes explored with the Spanish, French, and Portuguese into the interior of North America, going into New Mexico, Arizona, and the Mississippi Valley.  It was a Negro who introduced the raising of wheat to the New World.

(คำแปล)                                          นิโกรคนแรกไปประเทศอเมริกาเมื่อใด

                  คุณอาจเคยได้ยินผู้คนกล่าวว่า  “ชาวอเมริกัน”  ที่แท้จริงเพียงพวกเดียว  คือ  ชาวอินเดียนแดง  ส่วนทุกคนอื่นๆนอกนั้นมีบรรพบุรุษซึ่งไปที่นั่น (อเมริกา)  จากประเทศอื่นๆ  (คือ อพยพมา)  ชาวนิโกร, เช่นเดียวกัน, ไปที่นั่นตั้งแต่ดั้งเดิมจากประเทศอื่นๆ  (อพยพมาทีหลัง)  แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้  คือว่า  นิโกรรุ่นแรกๆที่มายังอเมริกา  มาในฐานะนักสำรวจ!

                 พวกเขา  (นิโกร)  มาพร้อมกับชาวสเปน, ชาวฝรั่งเศส, และชาวโปรตุเกส  ผู้ซึ่งไปที่นั่น (อเมริกา)  ในการเดินทางเรือเพื่อการสำรวจ  ทั้งนี้  มีชาวนิโกร (เดินทางมา) กับบาวบัว (๑๔๗๕ – ๑๕๑๙  เขาเป็นนักสำรวจ, นายกเทศมนตรี, ผู้ว่าราชการชาวสเปนซึ่งเดินทางข้ามคอคอดกะปานามาไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิก)  เมื่อตอนที่เขาค้นพบมหาสมุทรแปซิฟิก  และ  (มีชาวนิโกรเดินทางมา)  กับคอร์เทซ  (นักสำรวจชาวสเปน)  เมื่อเขาสำรวจประเทศเม็กซิโก  (และ)  ชาวนิโกรยังสำรวจกับชาวสเปน, ฝรั่งเศส และโปรตุเกส  เข้าไปในตอนในของทวีปอเมริกาเหนือ  โดย (เดินทาง) ไปยังรัฐนิวเม็กซิโก, รัฐอริโซนา และหุบเขามิสซิสซิปปี  (ของสหรัฐ)  โดยชาวนิโกรผู้หนึ่งเป็นผู้แนะนำการเพาะปลูกข้าวสาลีให้กับโลกใหม่  (หมายถึง ดินแดนของทวีปอเมริกาเหนือ  โดยเฉพาะสหรัฐฯ  ซึ่งชาวยุโรปเดินทางไปสำรวจ  หรือค้นพบในตอนต้นศตวรรษที่ ๑๖)

              Later on, of course, Negroes went to the New World in quite a different way – they were brought there as slaves.  In 1619, a Dutch vessel brought 20 Negroes to Jamestown, Virginia, who were sold by their captain for provisions he needed. 

                At the time, many white people went to America to work as “indentured” servants.  This meant they sold their service for a set length of time.  But when white indentured servants stopped coming from Europe, many Negro slaves were brought into the colonies.  This started in 1688, and by 1715 there were over 58,000 Negro slaves there.  By 1775, this number had grown to over 500,000.

(คำแปล)

               ในเวลาต่อมา, แน่นอนทีเดียว, ชาวนิโกรก็เดินทางไปสู่โลกใหม่ในวิธีการที่แตกต่างกันออกไป  -  พวกเขาถูกนำไปที่นั่นในฐานะทาส  โดยในปี  ๑๖๑๙  เรือของชาวดัชท์นำชาวนิโกร  ๒๐  คนไปยังเมืองเจมส์ทาวน์  รัฐเวอร์จิเนีย,  ซึ่ง  (นิโกรเหล่านี้)  ถูกขายโดยกัปตันเรือของตนเพื่อ  (นำไปซื้อ)  เสบียงอาหารที่เขา  (กัปตัน)  ต้องการ

             ในช่วงเวลานั้นเอง  คนผิวขาวจำนวนมากไปอเมริกาเพื่อทำงานเป็นคนรับใช้ซึ่ง  “ถูกผูกมัดโดยสัญญา”  นี่หมายความว่าพวกเขา  (คนผิวขาว)  ขายบริการของตนเป็นระยะเวลาหนึ่งที่ได้กำหนดไว้   (เป็นคนรับใช้แบบมีสัญญาผูกมัด)  แต่เมื่อคนรับใช้ตามสัญญาผิวขาวยุติการเดินทางมาจากยุโรป  (ทำให้)  ทาสนิโกรจำนวนมากถูกนำเข้ามาสู่อาณานิคม  สิ่งนี้เริ่มต้นในปี ๑๖๘๘   และเมื่อถึงปี ๑๗๑๕   มีทาสนิโกรมากกว่า ๕๘,๐๐๐ คนที่นั่น  (ในอเมริกา)  และเมื่อถึงปี ๑๗๗๕  จำนวน  (ทาสนิโกร)  นี้ได้เพิ่มเป็นกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน

              In 1807, at the request of President Thomas Jefferson, Congress voted that no more slaves should be brought into the country.  But many were brought in against the law.  By 1860, just before the Civil War, the Negro population in the United States was about 4,400,000.

(คำแปล)

             ในปี  ๑๘๐๗  ตามคำร้องขอของประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน  สภาคองเกรสลงคะแนนเสียงว่าไม่ควรมีการนำทาสเข้ามาในประเทศ (อเมริกา) เพิ่มขึ้นอีก  แต่ทาสจำนวนมากก็ถูกนำเข้ามาในแบบผิดกฎหมาย  พอถึงปี  ๑๘๖๐  ก่อนสงครามกลางเมือง (ระหว่างฝ่ายเหนือและใต้) เพียงนิดเดียว ประชากรนิโกรในสหรัฐฯมีประมาณ ๔,๔๐๐,๐๐๐ คน

 

                                                                             An Indian family

                 People follow ancient ways of life throughout India.  Millions of poor people in the rural villages hold to their old ways almost completely.  However, many city people have dropped some of the old customs, and have changed to western ways.  These people, especially those of the upper castes, seem to live in two worlds.  A wealthy Indian may wear a western-style business suit to his office.  But he may change into a traditional style of clothing when he returns home. 

(คำแปล)                                                            ครอบครัวชาวอินเดีย

                ผู้คนทำตามวิถีชีวิตสมัยโบราณทั่วทั้งประเทศอินเดีย  โดยคนจนหลายล้านคนในหมู่บ้านชนบทยึดถือรูปแบบเก่าๆของพวกเขาเกือบจะโดยสมบูรณ์  อย่างไรก็ตาม  คนเมืองจำนวนมากได้เลิกประเพณีเก่าๆบางอย่าง  และได้เปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตก  คนเหล่านี้,  โดยเฉพาะคนวรรณะสูง,  ดูเหมือนว่าจะอาศัยอยู่ใน โลก  ทั้งนี้  ชาวอินเดียที่ร่ำรวยอาจสวมชุด (สูท)  ธุรกิจสไตล์ตะวันตกไปที่สำนักงานของเขา  แต่เขาอาจเปลี่ยนเป็นเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม  (พื้นเมือง)  เมื่อเขากลับมาบ้าน

                Indians do many things in public that people of the western world do in private.  For example, many Indians brush their teeth and bathe in public.  They sit on the sidewalk for a haircut or shave, or to make and sell various articles. 

                Family ties have great importance in India.  Indians regard marriage as more of a relationship between two families than between two persons.  Young Indians generally are not allowed to have dates, and parents arrange most marriages.  However, some young people have their right to reject any arrangement made by the parents.  Many Indian households include not only parents and children, but also the sons’ wives and their children.  The oldest man of the household makes all the important family  decisions. 

(คำแปล)

               ชาวอินเดียทำหลายๆสิ่งในทีสาธารณะซึ่งคนในโลกตะวันตกทำในที่รโหฐาน (ที่ลับ)  ตัวอย่างเช่น  คนอินเดียจำนวนมากแปรงฟันและอาบน้ำในที่สาธารณะ  พวกเขานั่งตามข้างถนนเพื่อตัดผมหรือโกนหนวด  หรือทำและขายสินค้า (สิ่งของ) ต่างๆ

             ความสัมพันธ์ทางครอบครัวมีความสำคัญอย่างมากในอินเดีย  ชาวอินเดียถือว่าการแต่งงานเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัว  มากกว่าระหว่างบุคคล คน  หนุ่มสาวชาวอินเดียโดยทั่วไปจะมิได้รับอนุญาตให้มีการนัดหมาย  (เพื่อออกไปพบกัน)  และพ่อแม่จะเป็นผู้จัดเตรียมการแต่งงานส่วนใหญ่  (หาคู่ให้ลูก)  อย่างไรก็ดี  คนหนุ่มสาวบางคนมีสิทธิที่จะปฏิเสธการจัดเตรียมใดๆที่พ่อแม่ทำให้  (ไม่รับหญิงหรือชายที่พ่อแม่หาให้)  สมาชิกในครอบครัวอินเดียจำนวนมากประกอบด้วยไม่เพียงแต่พ่อแม่และลูกๆ  แต่ยังรวมไปถึงภรรยาของลูกชายและลูกๆของเขาด้วย  (สะใภ้และหลาน)  ทั้งนี้  ผู้ชายที่อายุมากที่สุดในครอบครัวจะเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับครอบครัวที่สำคัญๆทุกอย่าง

 

                                                                        Land of the free people

                Thailand, long known to the outside world as Siam, is the land blessed by magnificent scenery, great riches, probably the most handsome people in the world, and enough jungle animals to populate the zoos of all nations.

                It is difficult to describe the good fortune of Thailand.  In desperately overcrowded Asia, this small and lovely country is actually underpopulated.  Millions of acres of land are still available.  In a world that knows hunger, Thailand has always had enough to eat.  In fact, its surplus rice helps feed Asia.  In a part of the world that has been dragged into one European empire or another, Thailand has remained magically free.  It has always been a self-governing state.  (Its very name means “Land of the Free People”.)  In a world of fear, Thailand has proclaimed that she is positively anti-communist and will resist to the death any attempt by neighboring communists (in the past) to invade her.

(คำแปล)                                                            ดินแดนของคนอิสระ

                 ประเทศไทย  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วแก่โลกภายนอกว่าประเทศสยาม  เป็นแผ่นดินซึ่งได้รับพรโดยภูมิประเทศที่งดงาม,  ความมั่งคั่งอย่างมาก,  ผู้คนที่อาจจะหล่อที่สุดในโลก,  และสัตว์ป่า  (มากมาย)  เพียงพอที่จะไปอาศัยอยู่ในสวนสัตว์ของทุกประเทศ

            มันยากที่จะอธิบายถึงโชคดีของประเทศไทย  ทั้งนี้  ในทวีปเอเชียซึ่งมีผู้คนแออัดจนเกินไปอย่างมาก  ประเทศเล็กๆและน่ารักนี้  (ประเทศไทย)  จริงๆแล้วมีประชากรไม่หนาแน่น  โดยที่ดินหลายล้านเอเคอร์ยังคงสามารถหาได้ง่าย  (และ)  ในโลกซึ่งรู้จักกับความหิวโหย  ประเทศไทยก็มีพอกินเสมอ  จริงๆแล้ว  ข้าวส่วนเกินของไทยช่วยเลี้ยง  (คนใน)  ทวีปเอเชีย  (และ)  ในส่วนของโลกซึ่งถูกดึงเข้าไปอยู่ในอาณาจักรยุโรปอันใดอันหนึ่ง  (หมายถึง เป็นเมืองขึ้น)  ประเทศไทยยังคงเป็นอิสรเสรีอย่างน่าอัศจรรย์  และเป็นรัฐที่ปกครองตนเองเสมอมา  (ชื่อของประเทศไทยจริงๆแล้ว  หมายถึง “แผ่นดินของคนอิสระ”)  (นอกจากนั้น)  ในโลกของความหวาดกลัว  ประเทศไทยได้ประกาศว่า  ตนจะต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเชิงบวก  และจะต่อต้าน  (ขัดขวาง)  จนตัวตาย  ความพยายามใดๆของประเทศเพื่อนบ้านคอมมิวนิสต์ (ในอดีต) ที่จะรุกรานตน

 

                                                                             What flowers mean

               A guest entering a house in Japan might well find, in the various rooms, “messages” whose meanings might differ from day to day.  But the guest would have to be very well informed in order to read these messages, for they would be “written” entirely with flowers.  The meaning is shown partly by the choice of flowers and partly by the way in which they are arranged.

              Something like this language existed in Europe a century ago.  If lovers were too shy to express their feelings in words, they could convey a variety of tender sentiments by means of correctly chosen flowers. 

             Nowadays, flowers that are brought into houses are used simply for decorative purposes.  If you live in the country, you will be able to grow your own in the garden; town-dwellers may be able to use flower pots or window-boxes.  Nevertheless, if a person wants some for a special occasion, as a present for a friend for example, he may have to go to a flower shop to buy them.

(คำแปล)                                                          ดอกไม้หมายความอย่างไร

                แขกที่เข้ามาในบ้านในประเทศญี่ปุ่นอาจพบ,  ในห้องต่างๆ,  ข้อความ  (ข่าวสาร)  ซึ่งความหมายของมันอาจแตกต่างกันไปจากวันต่อวัน  แต่แขกจำเป็นจะต้องได้รับการบอกกล่าวเป็นอย่างดี  เพื่อที่จะอ่านข้อความเหล่านี้  เพราะว่ามัน  (ข่าวสาร/ข้อความ)  จะ  “ถูกเขียน”  ด้วยดอกไม้ทั้งหมด  โดยความหมายถูกแสดงบางส่วนโดยการเลือกดอกไม้  และบางส่วนโดยวิธีการที่มัน  (ดอกไม้)  ถูกจัดวาง

              บางสิ่งบางอย่างเช่นภาษานี้  (ภาษาที่ใช้ดอกไม้สื่อความหมาย)  มีอยู่ในทวีปยุโรปเมื่อศตวรรษหนึ่งมาแล้ว  โดยเมื่อคู่รักเหนียมอายเกินไปที่จะแสดงความรู้สึกของตนออกมาเป็นคำพูด  พวกเขาสามารถที่จะนำความรู้สึก  (อารมณ์)  ที่ละมุนละไม  (นิ่มนวล)  หลากหลาย  (ไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง)  โดยวิธีการเลือกดอกไม้อย่างถูกต้อง

           ในปัจจุบัน  ดอกไม้ซึ่งถูกนำเข้ามาในบ้านถูกใช้เพียงแต่เพื่อวัตถุประสงค์การตกแต่งประดับประดา  โดยถ้าคุณอาศัยอยู่ในชนบท  คุณจะสามารถปลูกดอกไม้ของคุณเองในสวน  ส่วนผู้อาศัยอยู่ในเมืองอาจสามารถใช้กระถางดอกไม้  หรือลัง  (ดอกไม้)  ที่  (วางไว้ที่)  หน้าต่างได้ (เพื่อปลูกดอกไม้  เพราะพื้นที่บ้านมีจำกัด)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าบุคคลต้องการดอกไม้สำหรับโอกาสพิเศษ  ตัวอย่างเช่นเป็นของขวัญสำหรับเพื่อน  เขาก็อาจจำเป็นต้องไปที่ร้านขายดอกไม้เพื่อที่จะซื้อมัน

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป