การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 1)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                              ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ  รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น              

 

                                                                          Museums

                      Museums are often full of interesting and beautiful things but in most museums you can only look at the things there.  You must not touch them.  This is not very interesting for most of us.  People want to touch things.  They want to use them and play with them.  This is how we learn about things.  If we are interested in something, we learn about it easily.  If we are bored, we do not learn very much.

(คำแปล)                                                          พิพิธภัณฑ์

                      พิพิธภัณฑ์บ่อยครั้งมักเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจและสวยงาม  แต่ในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่  คุณสามารถเพียงแต่มองดูสิ่งต่างๆ ที่นั่นเท่านั้น  คุณจะต้องไม่แตะต้องมัน (ของในพิพิธภัณฑ์)  เรื่องนี้ไม่น่าสนใจมากนักสำหรับพวกเราส่วนมาก (เพราะ)  ผู้คนต้องการจับต้องสิ่งต่างๆ (ในพิพิธภัณฑ์)  พวกเขาต้องการใช้มันและเล่นกับมัน  นี่เป็นวิธีการที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ  (เพราะ)  ถ้าเราสนใจในบางสิ่ง  เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับมันอย่างง่ายดาย  (แต่)  ถ้าเราเบื่อ  เราเรียนรู้ได้ไม่มากนัก

                      Some museums, however, are different.  At the Boston Children’s Museum in the U.S.A., for example, young people can use computers and other modern machines.  They can also make films and play games.  They can have fun, and they learn a lot at the same time.

(คำแปล)

                 พิพิธภัณฑ์บางแห่ง, อย่างไรก็ตาม, แตกต่างออกไป  ที่พิพิธภัณฑ์เด็กแห่งเมืองบอสตันในสหรัฐฯ  เป็นตัวอย่าง  เด็กเล็กสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์  และเครื่องกลไกสมัยใหม่อื่นๆ  พวกเขายังสามารถสร้างภาพยนตร์และเล่นเกมอีกด้วย  พวกเขาสามารถได้รับความสนุกสนาน  และเรียนรู้ได้มากมายในเวลาเดียวกัน

 

                                                                         Precious stones

                         Men search for precious stones all over the world.  In Thailand, they look for sapphires.  In Burma, they look for rubies.  In Australia, they look for opals.  These men are called miners.  They are often very strange and they live lonely lives.  Most of them never get rich, but sometimes a man finds a big stone and gets rich.  But he rarely stays rich for long.  He sells the stones, spends the money quickly, and then returns to dig again.

(คำแปล)                                                                หินมีค่า

                         ผู้คนค้นหาหินมีค่าทั่วโลก,  ในประเทศไทย  พวกเขาค้นหานิลสีน้ำเงิน,  ในพม่า  พวกเขามองหาทับทิม,  ในออสเตรเลีย  พวกเขาค้นหามุกดา  (พลอยสีเหลือง)  คนเหล่านี้ถูกเรียกว่าคนทำงานเหมือง  พวกเขามักเป็นคนแปลกๆ  (ประหลาด)  และมีชีวิตที่โดดเดี่ยว  พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เคยร่ำรวย  แต่บางทีคนทำงานเหมืองพบหิน  (มีค่า)  ก้อนใหญ่และรวยขึ้นมา  แต่เขาไม่ใคร่จะรวยอยู่ได้นาน  เขาจะขายหินเหล่านั้น, ใช้จ่ายเงินอย่างรวดเร็ว, และหลังจากนั้นก็กลับไปขุดหิน  (ทำงานเหมือง)  อีกครั้ง

 

                                                         A novel that caused the civil war

                          The two books which most strongly influenced the course of American history were “Common sense” by Tom Paine and “Uncle Tom’s Cabin” by Harriet Beecher Stowe.  “Uncle Tom’s Cabin” is a novel.  It is a simple story about the conditions of Negroes under the system of slavery that existed in the South before the Civil War.  Mrs. Stowe, who wrote the story, was the wife of a professor in Cincinnati, Ohio.  She had never been in the South, knew nothing about slavery, and had seen few Negroes in her life.  But she had relatives in Boston who used to write her letters about such things.  She was inspired to write the book.  The book was not correct in many things it said, but that was not important.  It was an interesting, moving story.  To the people of the North, it was the truth.  It was reality.  Everyone read the book and talked about Uncle Tom, little Eva, and Simon Legree, the brutal slave driver.  The book was a best-seller, but more than that, it was the spark that set off the Civil War.  Emotional feeling became very high.  A new political party, the Republican Party, was organized.  Abraham Lincoln was elected president by this party, and the Civil War began.

(คำแปล)                                       นิยายซึ่งก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง

                         หนังสือสองเล่มซึ่งมีอิทธิพลอย่างรุนแรงที่สุดต่อเส้นทางของประวัติศาสตร์อเมริกัน  คือ  “สามัญสำนึก”  เขียนโดยทอม เพน  และ  “กระท่อมน้อยของลุงทอม”  เขียนโดย  แฮเรียต บีเชอร์ สโตว์  “กระท่อมน้อยของลุงทอม”  เป็นนิยาย  มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ เกี่ยวกับสภาพของชาวนีโกรภายใต้ระบบทาส  ซึ่งมีอยู่ทางภาคใต้  (ของสหรัฐฯ)  ก่อนสงครามกลางเมือง  โดยนางสโตว์, ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้, เป็นภรรยาของศาสตราจารย์ผู้หนึ่งในเมืองซินซินเนติ  รัฐโอไฮโอ,  เธอไม่เคยอยู่ในภาคใต้,  ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการมีทาส,  และเคยเห็นนีโกรเพียงไม่กี่คนในชีวิตของเธอ  แต่เธอมีญาติอยู่ในเมืองบอสตัน  ผู้ซึ่งเคยเขียนจดหมายเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  (เรื่องทาสและนีโกร)  เธอได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนหนังสือ (นิยาย)  ดังกล่าว  หนังสือเล่มนี้ (มีเนื้อหา) ไม่ถูกต้องในหลายๆ เรื่องที่มันกล่าวถึง,  แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  (ทั้งนี้) มันเป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจและทำให้อารมณ์หวั่นไหว  (แต่)  สำหรับผู้คนทางภาคเหนือ  มันเป็นความจริง (เพราะเชื่อกันไปเอง), มันเป็นเรื่องจริง  ทุกคนอ่านหนังสือเล่มนี้และพูดคุยเกี่ยวกับลุงทอม, หนูน้อยอีวา, และไซมอน เลกรี   ผู้ซึ่งเป็นคนต้อนทาสที่ทารุณโหดร้าย  หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง  แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือ  มันเป็นประกายไฟที่เริ่มต้นสงครามกลางเมือง  (โดย)  ความรู้สึกทางอารมณ์  (ของผู้คน)  ขึ้นสูงมาก  (และ)  พรรคการเมืองใหม่  คือ  พรรครีพับริกัน  ได้รับการจัดตั้งขึ้นมา  อับราฮัม ลิงคอล์น  ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีโดยพรรคการเมืองนี้  และสงครามกลางเมือง  (ระหว่างรัฐทางฝ่ายเหนือและใต้)  ก็เริ่มต้นขึ้น

 

                                                           The farmer who was greedy for land

                         Many years ago there lived a farmer who wanted to be rich and own much land.  A stranger told him of some land nearby for sale.  The farmer bought the land.  He was contented for a while but then again wished to own more land.  The stranger told him of additional land.  The farmer bought this land too.  This happened several times.  The farmer bought more land but still was not satisfied.  One day the stranger said that he had a friend some distance away who would sell the farmer all the land he needed for only 300.0 dollars.  The man, when the farmer went to see him, had a strong resemblance to the stranger himself.  The man said that for 300.0 dollars, the farmer could have all the land he might cover by travelling on foot from sunrise to sunset.  The farmer was supposed to walk as far as possible within this time, mark the spot, and return before sunset.  If he arrived late, he would lose both the land and his money.  The farmer agreed and went to bed early that night in order to be well rested for his trip the next day.  He did not sleep well.  He dreamed that it was the devil himself was tempting him.  But his greed for the land was so great that at sunrise he was dressed and ready to leave.  He walked and ran all morning in order to cover as much land as possible.  On the return trip, however, he was very tired.  He walked slowly and at last had to run a great distance in order to get back before sunset.  When he arrived, he fell down and was exhausted.  He died without getting up.

                         A few days later they buried the farmer in a nearby cemetery.  The stranger, who was there, had a smile on his face as he remarked, “Now, the old man had all the land he needs – exactly six feet of it in which to lie.  I hope he is satisfied.”

(คำแปล)                                                    ชาวนาผู้โลภอยากได้ที่ดิน

                         หลายปีมาแล้ว  มีชาวนาผู้หนึ่งซึ่งต้องการร่ำรวยและเป็นเจ้าของที่ดินมากมาย  ชายแปลกหน้าคนหนึ่งบอกเขาว่ามีที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ใกล้ๆ  และบอกขาย  ชาวนาก็ซื้อที่ดินผืนนั้น  เขาพอใจอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง  แต่หลังจากนั้นก็ปรารถนาจะมีที่ดินเพิ่มขึ้นอีก  ชายแปลกหน้าคนเดิมก็บอกเขาเกี่ยวกับที่ดินเพิ่มเติม  และชาวนาก็ซื้อที่ดินผืนนี้เช่นกัน  สิ่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง  ชาวนาก็ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้น  แต่ก็ยังคงไม่รู้สึกหนำใจอยู่ดี  วันหนึ่งชายแปลกหน้าคนนี้พูดว่า  เขามีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ไกลออกไป  ผู้ซึ่งจะขายที่ดินทั้งหมดให้ชาวนาตามที่เขา (ชาวนา) ต้องการ  ด้วยเงิน (ราคา) เพียง  ๓๐๐  ดอลลาร์   ชายคนนี้, เมื่อชาวนาไปพบเขา, มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากกับชายแปลกหน้า  (ความจริงคือคนเดียวกัน)  ชายคนนี้บอก  (ชาวนา)  ว่า  ด้วยเงิน  ๓๐๐  ดอลลาร์   ชาวนาจะได้ที่ดินทั้งหมดที่เขาสามารถครอบคลุมได้ด้วยการเดินเท้าจากพระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดิน  โดยชาวนาถูกคาดการณ์ให้เดินให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้  ภายในเวลาที่กำหนด, ทำเครื่องหมายเอาไว้ (บนที่ดินที่สามารถเดินได้), และกลับมาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  (ทั้งนี้)  ถ้าเขามาถึงช้า  เขาจะสูญเสียทั้งที่ดินและเงิน  (๓๐๐ ดอลลาร์)  ของเขา  ชาวนาตอบตกลงและเข้านอนแต่หัวค่ำในคืนนั้น  เพื่อที่จะพักผ่อนให้มากสำหรับการเดินทางในวันถัดไป  เขานอนไม่ค่อยหลับ  เขาฝันไปว่า  ภูตผีปีศาจกำลังล่อใจ (ยั่วใจ, หยั่งเชิง) เขา  แต่ความโลภ (อยากได้)  ในที่ดิน  มีมากเสียจนกระทั่ง  เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเขาก็แต่งตัวและพร้อมออกเดินทาง  เขาเดินบ้างวิ่งบ้างตลอดทั้งเช้าเพื่อจะครอบคลุมพื้นที่ให้ได้มากเท่าที่จะเป็นได้  โดยในตอนเดินทางกลับ  เขาเหนื่อยมาก  เขาเดินอย่างช้าๆ  และในที่สุดจำเป็นต้องวิ่งระยะทางไกลเพื่อจะกลับมาให้ถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  เมื่อเขา (กลับ) มาถึง  เขาล้มลงและหมดแรง  เขาตายโดยมิได้ลุกขึ้นเลย

                      สองสามวันต่อมา  พวกเขาฝังศพชาวนาในป่าช้า (สุสาน) ใกล้ๆ  (โดย)  ชายแปลกหน้า (คนเดิม) ผู้ซึ่งอยู่ที่นั่นด้วย  มีรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาในขณะที่เขาพูดว่า  “ตอนนี้ชายชรา (ชาวนา) คนนั้นได้ที่ดินทั้งหมดที่เขาต้องการแล้ว – ขนาด    ฟุตพอดีกับที่เขานอน (ตาย)  ฉันหวังว่าเขาคงพอใจ (หนำใจ) แล้ว”

 

                                                                            Self-confidence

                        Timidity and self-distrust are almost as great faults as conceit and over-confidence.  There are many people who have real talent in many fields and they can easily do many things, and yet they never accomplish anything, because they are afraid to make their first venture.  They fear and hate to be disappointed of what they have done.  And, in this way, many good and useful things are lost with their unused talent.  A reasonable amount of confidence in one’s own power and ability is, of course, necessary for success.

(คำแปล)                                                          ความเชื่อมั่นในตนเอง

                        ความขลาดอาย (ขี้ขลาด) และความไม่เชื่อมั่นในตนเอง  เป็นความผิดพลาดที่สำคัญเกือบจะเท่าๆ กับความหยิ่งทะนง  (ถือดี)  และความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป  มีคนจำนวนมากผู้ซึ่งมีพรสวรรค์  (ความสามารถพิเศษ)  ในหลายๆด้าน และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่าง ได้อย่างง่ายดาย  และ  แม้กระนั้นก็ตาม  พวกเขาไม่เคยทำอะไรได้สำเร็จเลย  เพราะพวกเขาหวั่นกลัวที่จะทำการเสี่ยง  (ลงทุนด้านการเงินหรือทรัพย์สิน)  ครั้งแรก  โดยพวกเขากลัวและเกลียดที่จะต้องผิดหวังในสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป  และในแบบนี้เอง  สิ่งต่างๆ ที่ดีและมีประโยชน์ก็ต้องสูญเสียไปกับพรสวรรค์ที่มิได้ถูกใช้ของตน  แน่นอนที่สุด  ความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งในสมรรถภาพ (กำลัง)  และความสามารถของบุคคล  เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับความสำเร็จของเขา  (ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ)

 

                                                                     Making the best of life

                      Men who are always grumbling about their poverty, complaining of their difficulties, whining over their troubles, and thinking that their life in this world is mean and poor, will never get any happiness out of life, or achieve any success.  Though our life may be mean, if we bravely and honestly try to make the best of it, we will (shall) find that our life is not so bad as we thought; and we may have our time of happiness and the joys of success.  Everyone can enjoy life.  Life is no hard thing that no one can understand.  We all can make our life happy and successful if we adopt the right attitude towards it. 

(คำแปล)                                                        ดำเนินชีวิตให้ดีที่สุด

                      บุคคลที่รำพึงรำพันถึงความยากจน  บ่นในความยากลำบาก  คร่ำครวญในความทุกข์  (อุปสรรค)  และคิดอยู่เสมอว่า  ชีวิตของพวกเขาในโลกนี้ต่ำต้อยและจนยาก  จะไม่มีวันพบความสุขในชีวิต  หรือทำอะไรได้สำเร็จเลย  (ทั้งนี้) แม้ว่าชีวิตของเราจะต่ำต้อย  ถ้าเราพยายามอย่างกล้าหาญและซื่อสัตย์สุจริต  ที่จะดำเนินชีวิตให้ดีที่สุด  เราจะพบว่าชีวิตของเรามิได้เลวร้ายเหมือนที่เราคิด  และเราก็อาจพบเวลาแห่งความสุขและความปิติยินดีแห่งความสำเร็จ  โดยทุกคนสามารถสนุกกับชีวิต  (เพราะ) ชีวิตมิใช่เรื่องยากลำบากที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้  เราทุกคนสามารถทำให้ชีวิตมีความสุขและสำเร็จได้  ถ้าเรารับเอาทัศนคติที่ถูกต้องต่อชีวิตเข้ามาในชีวิตเรา

 

                                                                               A marvelous drug

                   One of the most important weapons during the Second World War was not a weapon used against people, but rather a drug used against disease.  The wartime use of penicillin saved thousands of lives.  In the First World War, for example, pneumonia was responsible for 18 percent of all the deaths in the United States army.  In the Second World War, the rate went down to less than 1 percent.  In addition, penicillin was instrumental in preventing wounds from getting infected and in helping to speed the healing process of those wounds that did become infected.

(คำแปล)                                                                     ยาที่น่าพิศวง

                    อาวุธสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่   มิใช่อาวุธซึ่งถูกใช้กับผู้คน  แต่กลับเป็นยาที่ถูกใช้ต่อต้านโรคเสียมากกว่า  (โดย)  การใช้ยาเพนนิซิลลินในระหว่างสงครามได้ช่วยชีวิตคนจำนวนหลายพัน  (ทั้งนี้)  ในสงครามโลกครั้งที่   เป็นตัวอย่าง  โรคปอดบวมเป็นสาเหตุการตาย ๑๘ เปอร์เซ็นต์  ของการตายทั้งหมดในกองทัพสหรัฐฯ  (แต่)  ในสงครามโลกครั้งที่ ๒  อัตราการตายลดลงเหลือต่ำกว่า เปอร์เซ็นต์  นอกจากนั้น  ยาเพนนิซิลลินยังเป็นเครื่องมือ  (เครื่องช่วย)  ป้องกันบาดแผลมิให้ติดเชื้อ  และช่วยเร่งกระบวนการรักษาบาดแผลเหล่านั้น  ที่ได้ติดเชื้อแล้วจริงๆ

         

                                                                         The early factory system

                           In the early 1800’s the factory system in the United States at first flourished most actively in New England, especially in Massachusetts, though it later branched out into the more populous areas of New York, New Jersey, and Pennsylvania.  New England had an advantage for a number of reasons; the stony soil discouraged farming and made manufacturing more attractive than elsewhere.  A relatively dense population provided labor, while the seaports made possible the easy import of raw materials and the export of finished products.  In addition, the rapid rivers provided abundant water power to operate the machines.  The War of 1812 brought a period of increased productivity to American factories.

(คำแปล)                                                            ระบบโรงงานในยุคแรกๆ

                        ในช่วงต้นของทศวรรษ ๑๘๐๐ (๑๘๐๐ – ๑๘๐๙)  ระบบโรงงานในสหรัฐฯ เจริญเติบโตอย่างแข็งขันที่สุดในตอนแรกในภาคนิวอิงแลนด์  (รัฐต่างๆทางตะวันออก เฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก),  โดยเฉพาะในรัฐแมสซาชูเซตส์,  ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมามัน  (ระบบโรงงาน)  ได้ขยายกิ่งก้านสาขาเข้าสู่พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นกว่าของรัฐนิวยอร์ก, นิวเจอร์ซี, และเพนซิลวาเนีย  (โดย)  ภาคนิวอิงแลนด์มีความได้เปรียบด้วยเหตุผลหลายประการ  กล่าวคือ  ดินที่เต็มไปด้วยหิน (แข็งเหมือนหิน) ขัดขวางการทำฟาร์ม (ไร่นา),  และทำให้การผลิตมีเสน่ห์มากกว่าที่อื่นๆ  (และ)  ประชากรที่ค่อนข้างหนาแน่นให้แรงงาน (สำหรับโรงงาน)  ในขณะที่ท่าเรือทะเลทำให้เป็นไปได้สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบอย่างง่ายดาย  และการส่งออกสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว  นอกจากนั้น  แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวจัดให้มีไฟฟ้าพลังน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์เพื่อที่จะเดินเครื่องจักร  (ทั้งนี้)  สงครามในปี  ๑๘๑๒  (ระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษ พร้อมทั้งพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย  โดยเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ  คือ  อังกฤษต้องการจำกัดการค้าของสหรัฐฯ  และสหรัฐฯ  ต้องการขยายเขตแดนของตนออกไป)  ได้นำมาซึ่งช่วงเวลาของความสามารถในการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น  ของโรงงานต่างๆ ของอเมริกัน

 

                                                                          Prior to bird migration

                        Birds are fascinating to many people, and bird watching is a popular hobby.  The best time to watch birds is in the early morning, because birds are usually very active at that time of the day.  The observer must keep still and quiet in order not to frighten the birds away.  If you live in a part of the world where migratory birds spend their breeding season, then you will have the opportunity to see nest-building activity.  Over the ages, different species of birds have evolved with different types of nest-building skills.  It makes an interesting study to look at the different types of nests built by birds and to watch them as they build their nests.  After the breeding season is over and the babies have left the nest, it is time for the birds to head for warmer parts of the world to spend the winter months.  Birds navigate to their winter feeding ground, using the stars or the sun as their guide.

(คำแปล)                                                            ก่อนการอพยพของนก

                         นกมีเสน่ห์แก่คนจำนวนมาก  และการดูนกเป็นงานอดิเรกซึ่งเป็นที่นิยมกัน  เวลาที่ดีที่สุดในการดูนกคือในตอนเช้าตรู่  เพราะนกจะขยันออกหากินมากเป็นพิเศษในช่วงเวลานั้นของวัน  นักดูนกจะต้องอยู่นิ่งและเงียบกริบ  เพื่อที่จะไม่ทำให้นกตกใจและหนีไป  (ทั้งนี้) ถ้าคุณอาศัยอยู่ในส่วนของโลก  ที่ซึ่งนกอพยพใช้เวลาในฤดูแพร่พันธุ์  (ออกลูก, ฟักไข่) ของมัน,   คุณก็จะได้มีโอกาสเห็นกิจกรรมการสร้างรัง  (ของนก)  (โดย)  ในยุคต่างๆ ที่ผ่านมา  นกนาๆ ชนิดได้วิวัฒนาการมาพร้อมกับทักษะนาๆประการของการสร้างรัง  (ทั้งนี้)  มันได้ทำให้เกิดการศึกษาที่น่าสนใจ  ที่จะมองไปที่รังฯ นาๆประเภท  ซึ่งถูกสร้างโดยนก  และเฝ้าดูพวกมันในขณะที่สร้างรัง  โดยภายหลังฤดูขยายพันธุ์สิ้นสุด  และลูกอ่อนได้ออกจากรังไปแล้ว  มันก็จะเป็นเวลาสำหรับนกที่จะมุ่งไปสู่ส่วนของโลกที่อบอุ่นกว่า  เพื่อที่จะใช้เวลาในหน้าหนาวที่นั่น  (ทั้งนี้)  นกจะเดินทางไปสู่ที่หากินในหน้าหนาวของมัน  โดยใช้ดวงดาว หรือดวงอาทิตย์เป็นสิ่งนำทาง

 

                                                           Negative impacts of modern industry

                       Modern industry has caused damage to our natural environment in many ways.  The air and water are filled with pollutants.  One result of this is acid rain, which has caused extensive damage to vegetation in many areas.  When large amounts of vegetation die off, the environment loses stability.  If there are no plants to hold the soil, it starts to erode.  This leads to myriad problems, including water pollution and habitat loss.  Defenders of wildlife work hard to prevent further damage to natural areas.

(คำแปล)                                          ผลกระทบทางลบของอุตสาหกรรมสมัยใหม่

                     อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในหลายๆ ประการ  (โดย)  อากาศและน้ำเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะ (ของเสีย)  ผลลัพธ์อย่างหนึ่งของเรื่องนี้  คือ  ฝนกรด  ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อพืชชนิดต่างๆ ในหลายพื้นที่  (ทั้งนี้)  เมื่อพืชในปริมาณมากล้มตายไปทีละชนิด  สภาพแวดล้อมจะสูญเสียเสถียรภาพ  (และ)  ถ้าไม่มีพืช  (ต้นไม้)  ช่วยยึดดินเอาไว้   ดินก็จะเริ่มกัดเซาะ (สึกหรอ)   โดยสิ่งนี้นำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมาย   รวมทั้งมลภาวะทางน้ำและการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์  (ทั้งนี้)  ผู้ป้องกัน  (ชีวิต)  สัตว์ป่าต้องทำงานหนัก  เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับพื้นที่ตามธรรมชาติ    

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป